ข่าว

ชี้แก้รธน.50เป็นระเบิดเวลาทางการเมืองลูกที่2

ชี้แก้รธน.50เป็นระเบิดเวลาทางการเมืองลูกที่2

20 ส.ค. 2552

นักวิชาการชี้แก้รัฐธรรมนูญ 50 และประชานิยมด้าน รัฐบาลซื้อใจรากหญ้าไม่ได้ เป็นระเบิดเวลาทางการเมืองปัญหาอาจบานปลายเข้าสู่กลียุค สยามเมืองยิ้มไม่หวนคืนจำเป็นต้องมีการเมืองใหม่รองรับมวลชนเหลือง-แดง

(20ส.ค.) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เวลา 12.30 น.ในงานธรรมศาสตร์วิชาการ 52 นักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ได้แสดงงิ้วล้อเลียนการเมือง โดยเนื้อเรื่องแสดงถึงความขัดแย้งในบ้านเมือง ระหว่างก๊กสีเหลืองและสีแดง ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางความรักระหว่างโรมิโอเสื้อเหลืองกับจูเลียตเสื้อแดง โดยตอนจบของงิ้วความขัดแย้งยุติลงได้โดยคนทั้ง 2 กลุ่ม เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และแก้ปัญหาด้วยความรักและความเข้าใจ รวมทั้งขอให้เยาวชนที่จะก้าวมาเป็นบัณฑิตใหม่ร่วมกันแก้ปัญหาความแตกแยกในบ้านเมือง

 ต่อมาในการเสวนาเรื่อง “ ทางออกประเทศไทย สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ” นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มธ. กล่าวว่า รัฐประหาร 19 กันยายน จะไม่ใช่การปฏิวัติครั้งสุดท้าย โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 เป็นระเบิดเวลาทางการเมืองลูกแรกที่ถูกวางไว้ นอกจากนี้การที่พรรคการเมืองเก่าแก่ไม่สามารถเอาชนะใจคนส่วนใหญ่จากนโยบายประชานิยมได้เป็นระเบิดลูกที่ 2 เราเอาเรื่องชาติและความรักมาใช้ฆ่าฟันกัน สถานการณ์ในบ้านเมืองคล้ายกับว่าสึนามิทางการเมืองกำลังก่อตัว เราอาจพบกับจลาจลการเมือง เพราะมาถึงทางตันทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตนมีลางสังหรณ์ว่าคดีเขาพระวิหาร ซึ่งน่าจะจบไปเมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แต่กลับถูกขุดขึ้นมาใช้เป็นประเด็นปลุกระดมทางการเมืองอย่างรุนแรง และมีการบวงสรวงทุบทำลายปราสาทเขาพนมรุ้ง อาจจะเป็นลางส่อถึงกลียุค

 นายชาญวิทย์ กล่าวถึงทางออก 4 ด้าน ที่จะหลีกเลี่ยงกลียุคว่า 1 จะต้องสร้างความสมานฉันท์ปรองดองในระดับรากหญ้าทุกภูมิภาค ในส่วนของคนชั้นสูงและชั้นกลางในกทม.เละเมืองใหญ่ จะต้องประนีประนอมผลประโยชน์กันให้ได้ 2 ต้องปฏิรูปหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่หมกเม็ดผลประโยชน์ของหมู่คณะใด 3 ต้องทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุดไม่ถูกนำมาใช้อ้างอิง เพื่อประโยชน์ของกลุ่มคนหรือหมู่คณะ 4 ต้องทำให้สถาบันทหาร พลเรือน และตุลาการไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง และมีแนวความคิดประชาธิปไตย ดำรงไว้ซึ่งหลักกฎหมาย หากนำ 4 แนวทางหลักมาปฎิบัติไม่ได้ ก็คงผ่านกลียุคไปไม่ได้เช่นกัน

 ด้านนายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาทางการเมืองเกิดจากกระบวนการต่อสู้แย่งชิงอำนาจปกครอง โครงสร้างอำนาจของไทยมีชนชั้นนำจากหลายกลุ่มรวมตัวกันอยู่ โดยเปลี่ยนผ่านจากทหาร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มาถึงนักการเมือง ซึ่งการรวมตัวกันอยู่ภายใต้การเกี้ยเซี๊ยะผลประโยชน์ที่ลงตัว แต่ถ้าชนชั้นนำกลุ่มใดไม่ยอมรับสถาบันหลักและสถาบันชาติก็อยู่ไม่ได้ เดิมเราเคยเจอเพียงขบวนการนักศึกษา หรือมวลชนจัดตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรัฐราชการ แต่ปัจจุบันเรากำลังเจอกับขบวนการทางการเมือง 2 ขบวน คือ เหลืองทั้งสนามบินกับแดงทั้งแผ่นดิน แม้แต่ละฝ่ายจะไม่มีมวลชนเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด แต่ก็มีมวลชนในมือมากกลุ่มละ 10 ล้านคนที่สุดโต่งไปคนละด้าน สีเหลืองเป็นประชาธิปไตยแต่ไม่เสรีแบบ 70 - 30 หรือสีแดงที่เสรีแต่ไม่เป็นประชาธิปไตยแบบทักษิณ จึงจำเป็นต้องมีการเมืองใหม่ขึ้นมารองรับพรรคการเมืองของประชาชนไม่ใช่พรรคการเมืองของส.ส. ขณะที่พรรคราชการต้องปรับตัวไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะสยามเมืองยิ้มและคนไทยที่เชื่อฟังไม่มีทางกลับคืนมาอีกแล้ว

 นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากภายนอก คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัว 3-4 % ทั้งๆ ที่สาเหตุไม่ได้เกิดจากไทย แต่มาจากภายนอกก็ถือว่าแรงพอสมควร แต่สิ่งที่ตนคิดว่าซ้ำเติมเศรษฐกิจมากที่สุดคือความวุ่นวายทางการเมืองต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ทางออกมีอยู่ 2 ทาง คือ ทางออกระยะสั้น โดยรอให้เศรษฐกิจโลกพื้นตัว แล้วเราก็จะฟื้นตัวด้วยซึ่งน่าจะเป็นปลายปีนี้ ทั้งนี้เราไม่ต้องรอให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในภาคต่างๆ ทั้งภาครัฐและประชาชน ตนเชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้นโยบายในทางเศรษฐกิจในทิศทางที่ถูกต้องจากโครงการต่างๆ เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง เป็นต้น และทางออกระยะยาว คือ ทำแบบเดิมๆ ตามแผนเดิม โดยส่งเสริมการขยายตัวของการส่งออก สร้างสินค้าแบรนด์เนม สร้างตลาดในภูมิของเราให้มากขึ้น ปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร ทั้งนี้เราต้องมีระบบการเมืองที่เข้มแข็ง โปร่งใส และมีความต่อเนื่อง