
อาจารย์-นศ.มธ.กรี๊ดสนั่นอภิสิทธิ์ตอบคำถามถึงทักษิณ
"นายกฯ"เจอเสื้อแดงบุกไล่ขณะไปร่วมงามปาฐกถาพิเศษที่มธ. ย้ำชัดรบ.ไม่ได้ละเลยตามตัว "ทักษิณ" กลับประเทศให้มารับผิด พร้อมระบุการเคลื่อนไหวที่จะสนับสนุนอดีตนายกฯสามารถทำได้ แต่จะต้องอยู่ในกรอบของกม. แถมเผยปัญหาไฟใต้คลี่คลายลงไปมาก แต่ยังไม่น่าพอใจ เตรียมจี้ขรก
(20ส.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมและให้นโยบายการจัดทำแผนหลักในการประชุมเชิงปฏิบัติ การเพื่อการจัดทำแผนหลัก ประจำปี 2553-2555 ที่โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา จากนั้นเวลา 11.00 น. นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดงานธรรมศาสตร์วิชาการ 52 และแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง "อนาคตประเทศไทย" ที่อาคารยิมเนเซียม 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ทั้งนี้มีคนเสื้อแดงประมาณ 20 คน มายืนชูตีนตบ หัวใจตบขับไล่ขบวนรถนายอภิสิทธิ์อยู่ริมทางภายในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ก็ถูกตำรวจนำโดยพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร.ไปห้ามไว้ไม่ให้เข้าไปภายในอาคาร
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวในการเปิดงานธรรมศาสตร์วิชาการ 52 โดยมีนักเรียน นักศึกษาและอาจารย์ร่วมรับฟังจำนวนมาก เเละส่งเสียงกรี๊ดตลอดเวลาว่า แม้รัฐบาลจะมีความตั้งใจในการทำงานแก้ปัญหาให้ประเทศชาติในปัญหาที่รุมเร้าหลายด้าน แต่การแก้ปัญหาจะไม่มีทางสำเร็จได้ ถ้าขาดการร่วมแรงจากประชาชน ซึ่งการให้องค์ความรู้กับนักศึกษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ นอกจากนี้ตนขอขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่สนับสนุน และแสดงบทบาทต่อบ้านเมือง หากสถาบันการศึกษาทุกแห่งใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา และรับผิดชอบปัญหาของประเทศจะช่วยฟันฝ่าอุปสรรคทุกเรื่องได้แน่นอน
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "อนาคตประเทศไทย" ซึ่งมีนายกนก รัตน์วงศ์สกุล ทำหน้าที่ดำเนินรายการ และได้นำคำถามจากนักเรียนนักศึกษาที่เขียนขึ้นมาถามนายกรัฐมนตรี โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า เมื่อวานนี้( 19 ส.ค.) เป็นวันครบรอบวันแต่งงาน 21 ปี
ต่อจากนั้นนายกนกได้ถามถึงการที่เป็นนายกฯที่มีเวลาน้อยจนทำให้ไม่ได้กินข้าวกลางวัน และต้องอ่านวาระครม.จนผล็อยหลับ โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาบ้านเมืองเยอะ ดังนั้นคนที่มาอยู่ตรงนี้ต้องมีความรับผิดชอบสูงเป็นพิเศษ ตราบที่ตนอยู่ตรงนี้จะทุ่มเทเต็มที่ ต้องทำงานหนัก 8 เดือนที่ผ่านมาก็จะทำงานโดยตลอดเวลา ต้องยอมรับว่ามีเรื่องราวมีปัญหาเยอะ
เมื่อถามว่านายกฯทำงานทุกเรื่องมากเกินไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่งานของนายกฯไทยเยอะอยู่แล้ว ซึ่งตนและรองนายกรัฐมนตรี 3 คน เป็นประธานกรรมการร่วมร้อยชุด ลองคิดดูว่าถ้าประชุมทุกวันวันละชุด กว่าจะเสร็จใช้เวลาเป็นปี ซึ่งบางคณะไม่ได้ประชุมมาสองปี ถือเป็นเรื่องหนักแต่กำลังปรับปรุง อาทิ เรื่องของการนำเข้าครม.ก็ลดว่าบางเรื่องไม่ต้องเข้า และกรรมการชุดใดยุบได้ก็ยุบ แต่ไม่ใช่ว่าแปดเดือนก็จะไปยุบตั้งแต่ต้น ไม่ได้ ก็ต้องฟังเขาก่อน และปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งนี้คิดว่าเป็นธรรมดาว่าทำงานการเมืองเป็นอย่างนี้ที่ต้องทำงานหนัก
เมื่อถามว่าจะปรับครม.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยัง ถ้าปรับแล้วจะเรียนให้ทราบ และถ้าเหมาะสมก็จะดำเนินการ ระหว่างนั้นนายกนก แซวนายกฯว่าพกรายชื่อผบ.ตร.คนใหม่มาด้วยหรือไม่ นายกฯ ยิ้มและกล่าวว่า ไม่ได้พกมา แต่เย็นวันนี้ก็ทราบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำถามแรกท่ามกลางเสียงหัวเราะในห้องประชุม คือ ในอนาคตพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะยังมีอิทธิพล หรือบทบาทในประเทศอีกหรือไม่ และจะลงโทษอดีตนายกฯอย่างไรเเละเมื่อใด นายกฯยิ้มและตอบว่า คำถามท่อนแรกนึกว่ามาจากโรงเรียนดูไบวิทยา แต่นักการเมืองที่มีโอกาสบริหารประเทศทุกคนมีอิทธิพลไม่มากก็น้อยกับสังคม โดยเฉพาะนักการเมืองที่เป็นหัวหน้าพรรค และลงเลือกตั้งย่อมมีอิทธิพลทางความคิดกับนักการเมืองจำนวนมาก มันเป็นข้อเท็จจริง และตนไม่ถือว่าเป็นปัญหาตราบเท่าที่การได้รับอิทธิพลเป็นการผลักดันความคิดทางการเมืองไม่ใช่สร้างปัญหาให้บ้านเมือง ฉะนั้นนักการเมืองทุกคนย่อมมีจุดดี จุดเลว จุดแข็งจุดอ่อน และมีความคิดที่เป็นประโยชน์ และมีอิทธิพลนั้นตนไม่คิดว่าเป็นปัญหา หากว่ามามีอิทธิพลให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ตัวเองและกลุ่ม โดยทำลายบ้านเมือง อย่างนี้กฎหมายและผู้รับผิดชอบต้องจัดการ การเคลื่อนไหวของกลุ่มที่อยู่กับอดีตนายกฯที่เป็นพรรคการเมือง และกลุ่มที่เคลื่อนไหวนอกสภา หากกระทำโดยเสนอความคิดอย่างสุจริตและอยู่ในขอบเขตกฎหมาย ตนไม่ได้ไปขัดขวางและถือเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากกระทำแบบผิดกฎหมายเช่นยุงยงใช้ความรุนแรง กระทำขัดกฎหมายเกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือสถาบันหลักของชาติ หรือไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ เป็นหน้าที่บ้านเมืองต้องจัดการ ถามว่ามีอิทธิพลมากน้อยเพียงใดนั้นมันขึ้นอยู่กับประชาชน หากประชาชนเห็นว่าแนวคิดของอดีตนายกฯเป็นประโยชน์ แนวคิดนั้นจะได้รับการสนับสนุน หากประชาชนเห็นว่าสิ่งที่อดีตนายกฯพยายามทำเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัว และเป็นปัญหากับบ้านเมือง ประชาชนต้องตัดสินว่าอยากให้ประเทศเดินหน้าหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ถามว่าจะ จับได้เมื่อใดและลงโทษอย่างไรนั้น ต้องเรียนว่าการหลบหนีไปต่างประเทศ อย่าว่าแต่อดีตนายกฯเลยแม้แต่นักธุรกิจและคนทำผิดหนีไป มันไม่ใช่ง่ายที่จะจับ เพราะบางประเทศไม่มีข้อตกลงการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย ฉะนั้นการประสานขอความร่วมมือในการจับหรือส่งตัวกลับมานั้น หากไม่มีสนธิสัญญาและข้อตกลงรองรับก็กลับมาไม่ได้ แม้ประเทศที่มีสนธิสัญญากับไทยก็มีเงื่อนไขมากมาย บุคคลซึ่งมีชื่อเสียงโดนจับในต่างประเทศ แต่ต่อสู้ในศาลนับสิบปีว่าศาลประเทศนั้นว่าจะอนุญาตส่งตัวกลับหรือไม่ ศาลไทยก็เช่นกันในเรื่องนี้ ขอเรียนและยืนยันว่ารัฐบาลทำตามหน้าที่ ไม่ได้กลั่นแกล้งใครและละเว้นไม่ได้ ทำเท่าที่ทำได้ในการติดตาม จะสังเกตเห็นว่าหลังๆมานี้การเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯจะไปในประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญา และเป็นประเทศที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าไทยเดินหน้าทำเรื่องนี้ตรงไปตรงมา มิตรประเทศที่มีสนธิสัญญาก็ให้ความร่วมมือตามสมควร ส่วนที่มีฎีกาการของพระราชทานอภัยโทษนั้น รัฐบาลปฏิบัติเหมือนคนอื่นๆ เมื่อเสนอมาก็ส่งให้หน่วยงาน คือกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ไปดูว่ากรณีนี้เข้าเกณฑ์การฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่และสรุปข้อมูลส่งให้รัฐบาลทำความเห็นประกอบและส่งกลับไปสำนักราชเลขาธิการ
เมื่อถามว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดลงอย่างไรและจะสงบเมื่อใด เพราะสงสารนักเรียนที่นั่น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ขณะนี้ความถี่ลดลงบ้าง แต่ไม่น่าพอใจ สิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องคือยุทธศาสตร์สำคัญคือชนะใจคนในพื้นที่ จะหมายถึงการได้รับความร่วมมือในเรื่องการทำงานด้านความมั่นคง และการชนะใจนั้นจะมีสองเรื่องหลัก คือ การพัฒนาแเละความยุติธรรม การพัฒนานั้นรัฐบาลมีแผนยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่นั่นและปรับวิธีทำงาน เพราะจะบอกว่าในอดีตไม่เคยทำเลยนั้น มันไม่จริง ใส่เงินลงไปเยอะ แต่ประชาชนไม่ได้สัมผัสและไม่.ไม่ได้ตอบสนอง ก็จะปรับตรงนั้น และเพิ่มแนวการพัฒนาครบวงจร ส่วนความยุติธรรมต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ได้เลือกปฏิบัติและภาครัฐไม่ได้อยู่เหนือกฎหมายเสียเอง ตรงนี้สำคัญมาก ส่วนหลายเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นและค้างคาใจประชาชนนั้น ตนไม่อยากให้มีเหตุการณ์ใหม่ๆเกิดขึ้น แต่แปดเดือนมานี้ เหตุการณ์หนึ่งที่ตนต้องเร่งสะสางให้ได้ไม่อย่างนั้นจะคาใจคือการยิงในมัสยิดบ้านไอปาแย อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ตอนนี้ได้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลตรงไปตรงมา เพราะได้ออกหมายจับคนซึ่งน่าจะตรงกับการที่ตนให้บุคคลลงไปในพื้นที่ เพราะมันตรงกับความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่ว่าเป็นผู้ก่อเหตุ มันจะได้ไม่มีข้อเคลือบแคลงว่า รัฐบาลเอาจริงหรือไปโยนความผิดให้คนอื่นหรือไม่
เมื่อมีคำถามจากนักเรียนมัธยมแห่งหนึ่งถามว่านายกฯมีวิธีการแก้ไขปัญหาการศึกษาให้เด็กไทยมีความรู้แน่นเทียบเท่านานาชาติอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าถามตนพื้นฐานจริงๆเด็กไทยไม่เป็นรองใคร จะเห็นว่าเพื่อนๆเราไปได้รางวัลเยอะแยะ ดังนั้นคนไทยไม่ได้เป็นรองใคร แต่ปัญหาเป็นเรื่องของการได้รับโอกาสและคุณภาพ ทั้งนี้โอกาสก็ดีขึ้นเป็นลำดับแล้ว เพราะรัฐบาลก็ผลักดันเรื่องของการเรียนฟรี ซึ่งได้ทุ่มเทงบประมาณมหาศาล แต่ยังมีปัญหาบางจุด ก็เร่งรัดสะสาง เพื่อให้นักเรียนได้รับสิทธิ์ขั้นพื้นฐน สำหรับชั้นอุดมศึกษาในเรื่องของให้ทุนกู้ยืม ก็กำลังมีการขยายอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเรื่องของคุณภาพการศึกษา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ร่วมผลักดันมาเป็นเวลา 10 ปี ที่ต้องตอบสนองคนทุกคนได้ แต่ปัญหาคือระบบของเราคือให้ทุกคนมาแข่งขัน โดยทำสิ่งเดียวกัน มุ่งเรื่องของการสอบเข้ามหาวิทลัย ไม่ได้ส่งเสริมให้ค้นพบว่าจะทำอะไร ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ หลักคือ 1. เด็กเล็กและประถมไม่ควรเรียนมากแบบนี้ ควรให้อยู่กับเพื่อน ให้เรียนรู้มากกว่านี้นอกห้องเรียน และคนที่เรียนมากๆบางทีไม่ได้เก่งอะไร รู้มากก็ไม่ได้มีความสามารถอะไร
เมื่อถามว่าในฐานะเป็นนักเรียนโรงเรียนอีตั้นจากประเทศอังกฤษมีกลเม็ดอย่างไรมาแนะนำ นายกฯ กล่าวว่า ต้องไม่ยัดเยียดเนื้อหาเพราะมากไป ตนดูมาตลอดตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนมันหนักเกินไป เดี๋ยวนี้นักเรียนก็เปลี่ยนจากกระเป๋าเป้ มาเป็นกระเป๋าถือ แล้วตอนนี้ไปส่งลูกที่โรงเรียนก็เห็นลากเป็นกระเป๋าเดินทางเหมือนไปสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเด็กเรียนชั้นที่เรียนอยู่ชั้น 4 ต้องพักกลางทาง ตนคิดว่าไม่มีความจำเป็นให้มากมายขนาดนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องแก้เด็กตั้งแต่เล็กขึ้นมา ส่วนระดับมัธยมต้องทำให้รู้ว่าตัวเองมีเป้าหมายในชีวิตอย่างไร ไม่ดูหรือเทียบตารางคะแนน ต้องรู้ว่าอยากเป็นวิศวะ ศิลปิน และเรื่องนี้ระบบต้องตอบสนองตรงนั้น แต่เป็นเรื่องซึ่งต้องใช้เวลา เพราะเกี่ยวกับหลายเรื่อง แต่ว่าต้องทำและตั้งใจจะทำต่อไป
นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนขอให้ทบทวนเรื่องเปลี่ยนระบบสอบเข้าให้เป็นเรื่องใหญ่ที่ยังไม่ดี เพราะตนติดตามไปดูในแง่ตั้งแต่การมีการเปลี่ยนมาเป็นแอดมิดชั่น โดยเฉพาะกับเด็กสายวิทย์ ซึ่งเด็กที่เข้าไปเรียนมีปัญหา เรียนไม่ได้ แสดงว่าระบบสอบคัดเลือกมันผิด อันนี้เป็นตัวตั้งสำคัญที่ต้องเปลี่ยนแปลง
“ อยากจะสะสางและให้มีผลภายในสามปี เพราะเด็กที่ขึ้นม. 4 ก็จะได้รู้กติกา ขอให้ดูตรงนี้อย่างจริงจัง เพราะนอกจากไม่ตอบสนองการศึกษายังส่งผลต่อระดับประถมและมัธยม ถ้ายังสอบแบบนี้ก็ยังติดในกับดัก เพราะเด็กจะทำเพื่อไปสอบคัดเลือกให้ได้คะแนนดีเท่านั้น”นายกฯ กล่าว
เมื่อนักเรียนมัธยมคนหนึ่งถามว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเมื่อไหร่ ที่บอกว่าฟื้นเป็นรูปตัววี แต่บางคนบอกว่าไม่ใช่ตัววีแต่เป็นดับเบิ้ลยู นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนติดตามตัวเลขตลอดเวลาซึ่งสัญญาณที่ดีชัดเจนขึ้นทุกวัน และยังยืนยันว่ามีการฟื้นตัวต่อเนื่อง ถ้าถามว่าตัววีทำจากอะไร ก็เป็นการใช้วิธีคิดโดยดูจากดัชนีชี้วัดมวลรวมของประชาชาติ และดูเป็นไตรมาสต่อไตรมาส ซึ่งไม่ได้ใช้แค่ในประเทศไทย แต่แถบเอเชียก็น่าจะฟื้นค่อนข้างเร็ว ส่วนจากตัววีจะเป็นตัวดับเบิลยูก็ได้ แต่ต้องไม่ให้ปัจจัยใดมากระทบ เพราะถ้าถามความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ ก็ห่วงสภาพการเมืองที่ไม่มั่นใจว่าการเมืองเข้าระบบหรือยัง จึงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขต่อไป
เมื่อถามว่าอยากทราบว่าประชุมครม.มีการคุยกันเหมือนที่สุวรรณภูมิหรือไม่ เพราะสภาก็ใช้คำพูดมากกว่าและเถียงกัน นายกฯ กล่าวว่า ตนขอเป็นทนายให้สภา ซึ่งสภาไม่ใช่เวทีสำหรับเวทีประชุมเชิงบริหาร แต่เป็นที่ผู้แทนประชาชนสะท้อนปัญหาของประชาชน นั่นคือหน้าที่ของสภาที่โต้แย้ง เพื่อจำลองปัญหาประชาชน ซึ่งตนต้องสวมหมวกเข้าไปฟังและชี้แจงเมื่อข้อมูลคลาดเคลื่อน และถ้าเขามีเหตุผลมากกว่าเรา ก็ต้องเอามาปรับใช้ และถ้าการเมืองพูดสุภาพเรียบร้อยคนก็ไม่สนใจ แต่ทั้งนี้ต้องช่วยกันสร้างค่านิยมว่าอยากได้สภาแบบไหน ส่วนการประชุมครม.ก็ทำไม่ได้แบบนี้ เพราะเป็นเรื่องของการตัดสินใจ และเรื่องที่สุวรรณภูมิก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อถามว่านายกฯทำการบ้านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยที่สุวรรณภูมิจึงออกมาดี นายกฯ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องทำการบ้าน เราต้องทราบข้อมูลก่อนที่จะทำอะไร และในที่ประชุมตนต่อว่าเป็นประจำ เพราะเข้าหลายที่ประชุมหลายคนไม่อ่านวาระการประชุม ก็เข้าไปนั่งอยู่ ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ทำให้เสียเวลา และถามในสิ่งที่มีคำตอบในเอกสาร ตนรู้ว่าจะโทษคนเข้าประชุมไม่ได้ ก็ต้องโทษคนจัดการประชุมที่เอาเอกสารกองโตมาตั้งก่อนประชุม ก็ต้องแก้ไข ดังนั้นตนก็ต้องทำการบ้าน โดยเฉพาะการลงพื้นที่ ที่มีข้อมูลแตกต่างกัน เพราะข้อมูลแบบราชการมีข้อจำกัดมีมุมมองที่ต่างออกไป ดังนั้นเราต้องรับฟังและตนก็มีช่องทางในการรับฟัง ทั้งนี้ที่สุวรรณภูมิมีข่าวไม่ดีและกลัวว่าจะกระทบชื่อเสียง อาทิ เรื่องการจับกุมคนไม่ถูกต้องการสอบสวน การรีดไถ เราก็ค้นข้อมูลเพิ่มเติมและเขาก็ให้มุมมองของเขา
เมื่อถามว่าถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวในปีนี้จะไปถึง 14 ล้านคนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า 5 เดือนแรกได้ 5.6 ล้านคน หลังจากนั้นน่าจะได้มากกว่านั้น และ 10 เดือนน่าจะถึง 12 ล้านคน และสองเดือนสุดท้ายช่วงไฮ - ซีซั่นการท่องเที่ยวก็น่าจะได้ 14 ล้านคนพอด



