
สามเณรบรรพชาถวายในหลวง ร.9
สำนักพระราชวังเปิดให้ถวายสักการะพระบรมศพ 05.00 น. ในขณะที่สามเณรกว่า 500 รูป เดินทางมาเจริญจิตภวานาแด่พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
สำหรับบรรยากาศการเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรีในเวลา 05.00 น.แต่ได้มีประชาชนจากทุกหมู่เหล่าเดินทางมาเข้าแถวรอตั้งแต่ช่วงกลางดึกจำนวนมาก และเนื่องจากเป็นวันหยุดยาวติดต่อกัน 3 วันคาดว่าจะมีการใช้โอกาสนี้มาร่วมสักการะพระบรมศพจำนวนมากขึ้นไปอีก ซึ่งเจ้าหน้าที่รวมถึงจิตอาสาต่างๆ ได้เตรียมอำนวยความสะดวกตลอดทั้งวัน ทั้งจุดพักรอ บริการรถเข็นสำหรับผู้พิการและคนชรา การยืมร่มกันแดด หน่วยแพทย์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงอาหารและน้ำดื่มตลอดทั้งวันผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 08.30 น.มีคณะสามเณรโครงการ “พม.บวชเพื่อพ่อหลวง” ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 561 รูป พร้อมด้วยพระพี่เลี้ยงอีก 77 รูป เดินทางมายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และที่บริเวณลานพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเจริญจิตภาวนาปลงธรรมสังเวชพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระมหาวาที ธรรมธโร วัดหนองแวงพระอารามหลวง จ.ขอนแก่น พระพี่เลี้ยงกล่าวว่า สามเณรที่มาในวันนี้เป็นสามเณรที่บวชในโครงการ พม.บวชเพื่อพ่อหลวงของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ซึ่งจะมีการคัดเลือกเยาวชนชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมปลายจากจังหวัดต่างๆ ทั้ง 4 ภาคมาบรรพชาภาคละ 89 รูป เพื่อทำกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีการทำวัตร สวดมนต์ เจริญจิตภาวนา อีกทั้งจุดเทียนและแปรอักษรรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่วัดเบญจมเบจมบพิตร ส่วนกิจกรรมเจริญจิตภาวนาปลงธรรมสังเวชจะแบ่งเป็นกลุ่ม ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จำนวน 254 รูป และที่วัดพระแก้ว 384 รูป
“สารเณรบรรพชาระหว่างวันที่ 29 พ.ย.-5 ธ.ค.59 กิจกรรมเด่นของโครงการจะมีการให้สามเณรที่มาแต่ละภาคเปิดใจถึงความประทับใจที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งแต่ละรูปมาจากต่างถิ่นก็จะถ่ายทอดเรื่องพระราชกรณียกิจแตกต่างกัน เช่น เรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้ง ยาเสพติด การสร้างเขื่อน เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งโครงการนี้นอกจากสารเณรจะได้ศึกษาพระธรรมแล้วยังได้ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณด้วย” พระพี่เลี้ยงกล่าว
สุนิสา เกษี-ศิริวรรณ พิมพ์วัน
น.ส.สุนิสา เกษี อายุ 18 ปี นักเรียนชั้นม.6 ร.ร.สนามไชยเขต และน.ส.ศิริวรรณ พิมพ์วัน อายุ 18 ปี นักเรียนชั้นม.6 ร.ร.มัธยมสิริวัณวรี 3 จ.ฉะเชิงเทรา เดินทางมากับครอบครัวและเพื่อนบ้านในหมู่บ้านร่วม 50 คน ตั้งแต่ห้าทุ่มของเมื่อคืนและมารอเข้าแถวเวลา 03.00 น. กล่าวว่า ตั้งใจอยากมากราบพระบรมศพตั้งนานแล้ว จึงได้รวมตัวกันในหมู่บ้านเดินทางมาในวันนี้ เพราะด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงงานทุกอย่างไว้ให้แก่พสกนิกรชาวไทย อย่างที่พระองค์ทรงอนุรักษ์ช้างที่อุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอท่าตะเกียบ อีกทั้งทรงจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.พนมสารคาม เพราะทรงเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีเนื้อดินเป็นดินทรายและมีสภาพเป็นดินจืดชาวบ้านในพื้นที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ด้วยพระปรีชาสามารถจึงทรงแก้ปัญหาให้กลายเป็นพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูก และเลี้ยงชีพผู้คนในจ.ฉะเชิงเทรา ได้
นอกจากนี้ เรื่องพระราชกรณียกิจของพระองค์ต่างๆ ก็ได้รับฟังถ่ายทอดจากปู่ย่าตายาย ทำให้ได้ซึมซับเรื่องราวของพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็ก จึงตั้งใจนำคำสอนของพระองค์ท่านที่เคยตรัสว่า “คนเราอ่อนโยนได้แต่อย่าอ่อนแอ” มาเป็นกำลังใจในเวลาเจอปัญหาอะไรก็ตามก็จะเข้มแข็งไม่อ่อนแอ รวมถึงยึดหลักความมีระเบียบวินัยในการดำรงชีวิตประจำวัน
ธีรศักดิ์ เชียงหลง
นายธีรศักดิ์ เชียงหลง อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนพิริยาลัย จ.แพร่ ซึ่งเป็นนักเรียนทุนพระราชทาน ในโครงการทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่มาเป็นจิตอาสาให้บริการเสิร์ฟอาหารและน้ำ กล่าวว่า อยากมาทำจิตอาสา เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อคนไทย แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ที่ไม่สามารถเทียบกับสิ่งที่พระองค์ทรงทำได้ แต่ก็อยากแสดงให้เห็นว่า คนไทยทุกคนรักกัน ช่วยเหลือกัน และไม่ทิ้งกัน โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังเศร้าโศกเสียใจ ที่สำคัญตัวเองเป็นนักเรียนทุนพระราชทาน จึงอยากจะทำความดีตอบแทนพระองค์ด้วยการช่วยเหลือสังคม
“แม้ผมจะเกิดมาไม่ทันเห็นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงงานตามที่ต่างๆ แต่พ่อกับแม่จะเล่าให้ฟังเสมอว่า พระองค์ทรงงานหนัก แม้ในยามที่มีพระอาการประชวรก็ยังไม่หยุด ที่เรามีวันนี้ได้ เพราะพระองค์ทรงสร้างสิ่งต่างๆ ไว้ให้พวกเราแล้ว แม้วันนี้จะไม่มีพระองค์แล้ว แต่พระองค์จะสถิตย์อยู่ในใจพวกเราเสมอ” นายธีรศักดิ์ กล่าวด้วยความตื้นตัน



