
ธ ทรงเป็นชายชาติทหาร
ร.10 ทรงโปรดการทหารตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยือนหน่วยทหารมหาดเล็กเสมอในช่วงเย็นหลังทรงทำการบ้านเสร็จแล้ว
นับจากเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2507 ที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ 3 เหล่าทัพ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลถวายตำแหน่งนักเรียนนายร้อย นักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายเรืออากาศ ชั้นปีที่ 5 ชั้นสูงสุด โดยทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้านักเรียนพิเศษ ต่อมาเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน 2508 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประดับยศร้อยตรี เรือตรี และเรืออากาศตรี แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) และจอมพลถนอม กิตติขจร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องแบบนายทหารทั้งสามเหล่าทัพในการนี้ด้วย ถือเป็นวันที่ทรงได้เป็นนายทหารสมพระราชหฤทัย
จากนั้นได้เสด็จฯ พร้อมพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี(พระอิสริยยศในขณะนั้น) ไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงเปิดสโมสรนายทหารมหาดเล็ก ณ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และได้ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันร่วมกับนายทหารรักษาพระองค์ด้วย การนี้มีพระราชดำรัสกับ พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบก(ณ เวลานั้น) ที่กราบบังคมทูลรับเสด็จเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ความตอนหนึ่งว่า
“ทรงภาคภูมิพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับพระราชทานยศและตำแหน่งนายทหารพิเศษประจำกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ และทรงให้คำมั่นสัญญาว่า จะทรงปฏิบัติราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถและสติปัญญา เพื่อสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลและ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สืบไป”
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดการทหารมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เป็นที่สังเกตว่าในวันใดที่ไม่ต้องทรงทำการบ้าน หรือทรงทำเสร็จตั้งแต่ตอนเย็น มักจะเสด็จฯ ไปแวะเยี่ยมกรมราชองครักษ์และกองทหารรักษาการณ์ เพื่อรับสั่งถามความเป็นอยู่เสมอ และเมื่อทรงเจริญพระชันษาต่อมา ได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ หรือเสด็จฯ ตามลำพังพระองค์ ทอดพระเนตรกิจการของทหารสามเหล่าทัพอยู่เสมอ ยามใดที่มีเรือรบต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมน่านน้ำไทยก็ทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรเสมอ ทุกครั้งจะรับสั่งซักถามสิ่งต่างๆ ที่สนพระราชหฤทัยเป็นเวลานาน
นั่นเองจึงทำให้ทรงเลือกที่จะศึกษาด้านการทหารเมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษามากขึ้น ทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยการทหารชั้นสูงที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย หลักสูตรของวิทยาลัยการทหารแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ ภาควิชาการทหาร รับผิดชอบและดำเนินการโดยกองทัพบกออสเตรเลีย ส่วนอีกภาคหนึ่งเป็นการศึกษาวิชาสามัญ ระดับปริญญาตรี โดยมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ รับผิดชอบวางหลักสูตร นักเรียนนายร้อยที่ผ่านหลักสูตรดังกล่าวจะได้รับปริญญาตรีตามสาขาวิชาที่เลือกศึกษา พระองค์ทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ ทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2519
นอกจากนี้ ยังทรงศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกหลักสูตรประจำชุดที่ 5-6 ระหว่าง พ.ศ. 2520-2521 และทรงได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ. 2530 ครั้งถึง พ.ศ.2533 ทรงเข้ารับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักรด้วย และทรงเข้ารับการฝึกอบรมทางด้านการทหารอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
นับจากนั้นทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการทหารอย่างตั้งพระราชหฤทัยยิ่ง ทรงรับราชการทหารมาโดยตลอด นับแต่เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2518 ทรงเข้าเป็นนายทหารประจำกรมข่าว ทหารบก กระทรวงกลาโหม วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2521 ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ทรงดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2535 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก และได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการทหาร โดยทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จ.ตราด ด้วย แม้เป็นพระราชภารกิจที่ต้องทรงเสี่ยงภยันตราย แต่ด้วยความที่ทรงเป็นชาติชายทหาร และเป็นพระราชภารกิจเพื่อความผาสุกของพสกนิกร และเพื่อมนุษยธรรมต่อผู้ประสบทุกข์ยาก จึงทรงปฏิบัติพระราชภารกิจดังกล่าวโดยเต็มพระราชกำลัง
ดั่งเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่พสกนิกรชาวไทยจดจำได้เป็นอย่างดี ครั้งเมื่อเสด็จฯ ยัง จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี พล.ท.ชื่น ธรรมศรี แม่ทัพกองทัพภาคที่ 4(ในขณะนั้น) กับคณะนายทหาร ตำรวจ ตามเสด็จไปยังโรงพยาบาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อทรงเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดน และทหารผู้บาดเจ็บจากการปราบปรามผู้ก่อการร้าย หลังจากมีพระราชดำรัสถามอาการผู้ป่วยจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเงินส่วนพระองค์แก่ทหารและตำรวจผู้บาดเจ็บคนละ 1,000 บาท
เมื่อเสด็จฯ ลงจากโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ประทับรถจี๊ปพระที่นั่ง ทหารพลขับสตาร์ทรถไม่ติด พระองค์เสด็จฯ ลงไปทรงเข็นด้วยพระองค์เอง พร้อมรับสั่งว่า “รถจี๊ปทหารปืนใหญ่นี้ขี้โรคจัง สตาร์ทไม่ติดขายหน้าชาวบ้าน” ทรงเข็นรถโดยมีทหารช่วยจนสตาร์ทติด แล้วจึงเสด็จฯ ขึ้นรถพระที่นั่งไปเยี่ยมตำรวจ โดยในการเสด็จฯ ทรงเยี่ยมทหารครั้งนั้น มีผู้ก่อการร้ายซุ่มยิงในป่าทึบก่อนจะถึง “ช่องช้าง” ต.พรุพรี อ.เวียงสระ เหตุเกิดเมื่อ 14.00 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2520 ทรงร่วมกับทหาร ตชด. ยิงตอบโต้ผู้ก่อการร้ายประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นกลุ่มผู้ก่อการร้ายจึงล่าถอยไป การปะทะครั้งนี้เจ้าหน้าที่ปลอดภัย ทรงแสดงความห่วงใยต่อทหาร ตำรวจ และ อส.เป็นอย่างมาก มีรับสั่งกับแม่ทัพภาคที่ 4 และบรรดานายทหารว่า...
“สถานการณ์ภาคใต้หนัก...เราจะอยู่ที่นี่ต่อไป ยังไม่กลับ...”
พระราชดำรัสดังกล่าว สร้างความอบอุ่นใจและซาบซึ้ง แก่เหล่าทหารเป็นอย่างยิ่ง
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ



