ข่าว

ปลัดกีฬาชูแผน 6 “ธุรกิจกีฬา” โตเร็ว

ปลัดกีฬาชูแผน 6 “ธุรกิจกีฬา” โตเร็ว

01 ธ.ค. 2559

“ปลัดกีฬา” พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ เชื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งประธาน “ซูเปอร์บอร์ด” คุมนโยบายกีฬาชาติแน่

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการพระราชบัญญัตินโยบายการกีฬาแห่งชาติที่จะขับเคลื่อนนโยบายและแผนการพัฒนาการกีฬาของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมี นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาตินั้น ในส่วนตัวคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งให้ความสำคัญกับการกีฬาและการออกกำลังกาย โดยล่าสุดก็เป็นผู้นำให้ข้าราชการออกกำลังทุกวันพุธ จะดำรงตำแหน่งประธานด้วยตนเอง ซึ่งขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการที่เรียกกันว่า “ซูเปอร์บอร์ด” จะสามารถดำเนินการได้โดยเร็วที่สุดเพื่อให้การทำงานโดยเฉพาะในเชิงนโยบายเป็นไปอย่างมีเอกภาพ

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 6 พ.ศ.2560-2564 ซึ่งประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การส่งเสริมให้เกิดความรู้และความตระหนักด้านการออกกำลังกายและการกีฬาขั้นพื้นฐาน 2.การส่งเสริมให้มวลชนมีการออกกำลังกายและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการกีฬา 3.การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศและต่อยอดเพื่อความสำเร็จในระดับอาชีพ 4.การพัฒนาอุตสาหกรรมการกีฬาเพื่อเป็นส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอีก 5.การพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา และ 6.การยกระดับการบริหารจัดการด้านการกีฬาให้มีประสิทธิภาพ

นายพงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า ธุรกิจกีฬาของไทย อาทิ การผลิตอุปกรณ์ เสื้อผ้ากีฬา การจัดอีเวนท์กีฬาต่างๆ ฟิตเนส เครื่องดื่มบำรุงร่างกาย ฯลฯ เติบโตเร็วมาก ถึงปีละ 9.9 เปอร์เซ็นต์ นำรายได้เข้าสู่ประเทศราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งตนมองว่าแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติฉบับที่ 6 มีเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬาเป็นครั้งแรก จะทำให้ 5 ปีจากนี้ไปเรื่องของธุรกิจกีฬาจะทำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็น 2 เท่า คือ 2 แสนล้านบาท

“ปลัดกีฬา” กล่าวในตอนท้ายว่า พระราชบัญญัตินโยบายการกีฬาแห่งชาติ และแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติฉบับใหม่ทั้ง 2 เรื่องนี้มีความสำคัญต่ออนาคตของการพัฒนาการกีฬาของประเทศไทย ทั้งการดำเนินงานที่มีเอกภาพ มียุทธศาสตร์ และมีเป้าประสงค์ที่ชัดเจน ในขณะเดียวกันกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติก็จะสามารถใช้เงินได้ในวงกว้างและมีการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม เงิน 4 พันล้านบาทเศษในแต่ละปีจะไม่เหลือค้างจนถูกกระทรวงการคลังดึงเงินกลับไป จากนี้เงินถูกอัดฉีดลงในไปภาคส่วนที่เห็นผลในความสำเร็จและคุ้มค่าต่อการลงทุน ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เชื่อมั่นว่าในโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 32 ที่ญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้มีโครงการ “โรด ทู โตเกียว 2020” แล้ว ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย