ข่าว

"บ้านตาลเสี้ยน"ต้นแบบลดพื้นที่นา-มุ่งหาอาชีพใหม่

"บ้านตาลเสี้ยน"ต้นแบบลดพื้นที่นา-มุ่งหาอาชีพใหม่

01 ธ.ค. 2559

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

 

                การทำนากลายเป็นอาชีพที่ต้องขบคิด นอกจากราคาข้าวตกต่ำแล้ว ยังต้องใช้น้ำเปลืองกว่าพืชอื่นหลายเท่าตัว ซ้ำร้ายปริมาณน้ำต้นทุนน้อยลง เกษตรกรไทยทำนามากถึง 40-50 ล้านไร่ จากพื้นที่การเกษตร 130 ล้านไร่ และในจำนวนนี้มีพื้นที่ชลประทานเพียง 30 ล้านไร่เท่านั้น ซึ่งหมายถึงเป็นการปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสมจำนวนมาก ดังนั้น ต้นทุนการผลิตจึงสูง ท่ามกลางผลผลิตเฉลี่ยต่ำ

                ระยะ 3-4 ปี ที่ผ่านมา น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีจำกัด จากปริมาณฝนที่ตกน้อยลงตามสภาพการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ แม้แต่ในพื้นที่ชลประทานเองก็ประสบปัญหาน้ำที่ใช้ทำนา จนต้องรณรงค์ให้ลดพื้นที่ทำนา แล้วส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทั้งเพื่อประหยัดน้ำ พร้อมกับเป็นทางออกของรายได้ เพราะราคาข้าวต่ำ จนรัฐต้องเข้าไปอุ้มชูชาวนาให้อยู่รอด

                “รัฐบาลขอร้องให้เราลดการทำนา” วัฒนา สีรี ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านตาลเสี้ยน ต.รางสาลี่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เอ่ยเป็นคำแรก เมื่อถามว่าทำไมสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำถึงเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทนการทำนา

 

"บ้านตาลเสี้ยน"ต้นแบบลดพื้นที่นา-มุ่งหาอาชีพใหม่

 

                สอดประสานกับสมาชิกกลุ่มที่ยอมรับว่า ถ้านาข้าวทำเงินก็ไม่ต้องปรับเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น ขณะเดียวกันสมาชิกก็ได้รับการฝึกอบรมจากโครงการเกษตรเพื่อความยั่งยืนให้รู้จักกระบวนการคิดที่ว่าทุกคนล้วนมีศักยภาพทั้งสิ้น 

                “เกษตรกรที่นี่รู้จักการทำแผนที่เกษตร แผนที่ส่งน้ำ เขาทำกันคล่อง รู้ว่าคลองส่งน้ำสายนี้ไปที่ดินใคร ปลูกพืชอะไร มีปัญหาตรงไหน จะต้องแก้ไขอย่างไร ทุกคนเห็นทั้งภาพรวม และภาพย่อย และร่วมมือกันแก้ไข เสริมความเข้มแข็งของกลุ่มยิ่งขึ้น”

                อันที่จริงเกษตรกรบ้านตาลเสี้ยนมีความเข้มแข็งเป็นพื้นในระดับหนึ่งเดิมอยู่แล้ว ก่อนการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมด้วยซ้ำ เพราะเป็นฝ่ายเรียกร้องขอให้มีการจัดรูปที่ดินฯ ทั้งที่ที่ดินอยู่นอกเขตชลประทาน อาศัยมีน้ำต้นทุนจากแม่น้ำแควน้อยที่อยู่ห่างหลายกิโลเมตร สูบขึ้นไปยังพื้นที่การเกษตรที่อยู่ระดับสูงกว่าจึงได้รับการจัดรูปที่ดินเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

"บ้านตาลเสี้ยน"ต้นแบบลดพื้นที่นา-มุ่งหาอาชีพใหม่

 

                แม้จะมีความมั่นคงด้านน้ำในการทำนาระดับหนึ่ง แต่ก็เผชิญปัญหาราคาข้าวตกต่ำ รวมทั้งนโยบายลดพื้นที่นาของรัฐบาล ทำให้สมาชิกในกลุ่มเริ่มมองหาทิศทางใหม่ที่เหมาะแก่ตัว เนื่องจากเกิดจากความคิดที่ระเบิดจากภายในออกสู่ภายนอก จึงมีอาชีพต่างๆผุดขึ้นมาแทนที่  

                ดังประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านตาลเสี้ยน จากทำนาอย่างเดียวมาเป็นเลี้ยงเป็ดไข่ 3,000 ตัว ได้ไข่วันละ 2,000 ฟอง โดยยอมลงทุนเสี่ยงซื้อเป็ดสาวพร้อมไข่มาเลยในราคาตัวละ 105 บาท พอผ่านเดือนแรกได้ก็ฉลุยตลอดจนถึงวันนี้

                ส่วน ธนกิจ ศรีบุญมา เกษตรกรวัยหนุ่ม เดิมทีทำนาและปลูกดีปลีสมุนไพรชั้นเยี่ยม เห็นเขาเลี้ยงจิ้งหรีดก็สนใจกลับมาเลี้ยงเองและส่งเสริมลูกกลุ่มเลี้ยงด้วย 5-6 ราย รวมแล้ว 35 กล่อง เลี้ยง 45 วัน จับขายกิโลกรัมละ 120 บาท กำไรราว 1,000 บาท/กล่อง ลำพังตัวเขาเองมี 16 กล่อง ทั้งยังบุกเบิกการเลี้ยงปลานิล ปลาตะเพียนด้วย

               สำหรับคนที่ยังมุ่งเรื่องพืชอย่าง นายอ่อน คำบุ เมื่อลดการทำนาเขาก็ขยายไปปลูกดีปลี พืชเสริมที่ทำรายได้ดีกว่าเพิ่มจากเดิม พร้อมๆกับปลูกพืชสวนครัวไปส่งตลาด นอกเหนือจากการทำพริกแกงส่ง

 

"บ้านตาลเสี้ยน"ต้นแบบลดพื้นที่นา-มุ่งหาอาชีพใหม่

 

                “รายได้มีเข้าบ้านทุกวัน ไม่มีใครทำนาอย่างเดียว เพราะไม่พอกิน ตอนนี้พืชอื่นหรือสัตว์กลายเป็นรายได้หลักของเกษตรกรบ้านตาลเสี้ยนไปแล้ว”

                 พิจิตต์ บรรณรงค์ หัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดิน จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า โดยพื้นฐานเป็นกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็งอยู่แล้ว และเป็นคนรุ่นใหม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและได้รับการฝึกอบรมกระบวนการคิดเพื่อเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งได้ออกไปศึกษาดูงานหลายแห่งเพื่อนำกลับมาวิเคราะห์และปรับใช้ให้เหมาะแก่ตัวเองจนเป็นผลสำเร็จ มีความหลากหลายในอาชีพสูงมาก

                พื้นที่จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมบ้านตาลเสี้ยน เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า เมื่อเกษตรกรคิดออกจากกรอบเดิมๆ ที่คุ้นชินกับการทำนาไปสู่อาชีพอื่น หากมีหลักคิดที่ดี มีการวางแผนด้านการตลาด ก็สามารถขยับขยายไปได้ โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการทำนาอย่างเดียว