ข่าว

 อาลัยครูใหญ่ “อ.กรุณา กุศลาสัย”

อาลัยครูใหญ่ “อ.กรุณา กุศลาสัย”

21 ส.ค. 2552

ขณะที่ผมกำลังทำรายการโทรทัศน์ “บ้านไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว” ผมได้รับข่าวจากท่านจันทร์ ซึ่งเป็นวิทยากรรับเชิญว่าครูใหญ่อีกท่านหนึ่งของผมคือ อาจารย์กรุณา กุศลาสัย (ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนรางวัลศรีบูรพา) ได้ละสังขารไปอย่างสงบ ถือได้ว่าเป็นการ

 ผมมีความเชื่อว่า การจะเรียนรู้ที่มาที่ไปของประเทศไทยว่ามีที่มาพัฒนาการมาอย่างไร และกำลังก้าวไปในทิศทางใด จำเป็นต้องศึกษาอารยธรรมอันเก่าแก่ที่สำคัญและทรงอิทธิพลต่อกระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ  สังคมและการเมืองในดินแดนสุวรรณภูมิ คือ วัฒนธรรมอินเดียกับวัฒนธรรมจีน ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทในการก่อร่างสร้างสยามประเทศเป็นระยะเวลายาวนานนับพันปีอย่างแบ่งแยกกันไม่ออก 

 ดังนั้น ดินแดนสุวรรณภูมิจึงเปรียบเสมือนเบ้าหลอมวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกทั้งสอง เบื้องขวาขวานทองเราได้รับอิทธิพลจากจีน เบื้องซ้ายเรารับอิทธิพลจากอินเดีย ซึ่งก่อเกิดให้เป็นวิถีไทยที่เป็นเอกลักษณ์ ใครอยากจะเข้าใจคนไทย เข้าใจสังคมไทย ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และไปจนถึงอนาคตเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจวัฒนธรรมของจีนและอินเดียอย่างลึกซึ้ง เราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไรครับ ถ้าไม่รู้ที่มาที่ไปของเรา

 สำหรับผมแล้ว การศึกษาให้ลงลึกถึงรากอันเป็นแก่นที่แท้จริง จึงเป็นสาระสำคัญที่ทำให้กระบวนการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ในเหตุ ในผลและปัจจัยต่างๆ มีความแม่นยำ เที่ยงตรง ไม่ผิดเพี้ยน ทำให้สามารถคาดเดาในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

 ผมเริ่มรู้จักชมพูทวีป เรียนรู้ความยิ่งใหญ่ของศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมอินเดียจากงานวรรณกรรมอันเป็นผลงานของครูใหญ่ท่านนี้แหละครับ เมื่อครั้งผมอยู่โรงเรียนประจำทำให้มีเวลาเหลือเฟือที่ได้อ่านงานเขียนของท่าน ไม่ว่าจะเป็น “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” ซึ่งเขียนโดยท่านมหาตมะ คานธี หรือ “คีตาญชลี” วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลโนเบลเรื่องแรกของเอเชีย ที่แต่งขึ้นโดยท่านรพินทรนาถ ฐากุร ตลอดจน “พบถิ่นอินเดีย” อันเป็นความเรียงทางประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นโดยปราชญ์อีกท่านหนึ่งของอินเดีย คือ ท่านยวาหระลาล เนห์รู และหนังสืออื่นๆ อีกมากมาย ตลอดจนหนังสืออัตชีวประวัติของอาจารย์ “ชีวิตที่เลือกไม่ได้” ล้วนแล้วแต่เป็น “ของดีมีอยู่” ที่คนไทยสมควรจะได้อ่านเป็นอย่างยิ่ง

 ชีวิตของครูใหญ่ท่านนี้น่าศึกษาครับ เป็นชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาว บางครั้งต้องย้ายนิวาสสถานไปอยู่ในคุกการเมืองลาดยาวร่วม 8 ปี เป็นชีวิตที่ได้เดินทางศึกษาหาความรู้ท่องไปทั่วโลก ได้มีโอกาสพบกับบุคคลสำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น ท่านมหาตมะ คานธี, ท่านเนห์รู ฯลฯ เป็นวิถีชีวิตที่สง่างาม องอาจ เบิกบานไปด้วยพุทธิปัญญา มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย งามง่าย กินง่าย อยู่ง่าย เป็นชีวิตที่มีต้นทุนต่ำ แต่เต็มไปด้วยคุณธรรมที่สูงส่ง เป็นแบบอย่างที่คนในสังคมไทยควรจะนำมาเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิต 

 ผมอยากให้สังคมไทยได้ศึกษาผลงานที่ท่านทิ้งเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่ท่านแปลมาจากข้อเขียนของ มหาตมะ คานธี ในหนังสือ  “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” ผมเชื่อว่าหากคนไทยได้อ่านหนังสือนี้กันมากๆ สังคมไทยที่กำลังแตกแยกก็จะกลับมาสู่ความสุข สงบ สันติ เกิดความสมานฉันท์ 

 ดังนั้น จึงขอทิ้งท้ายด้วยบทความบางส่วนของหนังสือเล่มนี้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติแก่พวกเราชาวไทย ที่ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรไว้ว่า “หน้าที่ของเราที่มีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อประเทศชาติ และต่อโลกนั้น หาได้เป็นไปอย่างโดดเดี่ยวไม่ เราจะบำเพ็ญประโยชน์แก่ประเทศชาติ ด้วยการสร้างความเสียหายให้แก่ตนเองหรือครอบครัวเราไม่ได้”

ภัทรพล เวทยสุภรณ์