ข่าว

อนาคตยางพาราไทย! ภายใต้โมเดล"ไทยแลนด์4.0"

อนาคตยางพาราไทย! ภายใต้โมเดล"ไทยแลนด์4.0"

29 พ.ย. 2559

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

 

             หากประเมินบนเวที เสวนา “อนาคตยางพาราภายใต้บริบท Thailand 4.0” จัดโดยสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) ที่โรงแรมเอส.ดี.อเวนิว กรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ พอจะมองว่าการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร ภายใต้โมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะอุตสหกรรมยางพารา พืชเศรษฐกิจหลัก 1 ใน 5 ของไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เนื่องจากเกษตรกรระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ยังไม่เข้าใจบริบทของไทยแลนด์ 4.0 เท่าที่ควร จึงจำเป็นที่รัฐบาลต้องบูรณาการจากทุกส่วน ให้ 20 ปีข้างหน้าไทยจะก้าวสูโมเดลนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

             ดร.ธนิต โสรัตน์ เลขานุการอนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านการเกษตร (สปท.) เกริ่นนำในฐานะผู้ดำเนินรายการว่า อุตสาหกรรม 4.0 เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย แต่เนื่องจากยางพาราเป็น 1 ใน 5 พืชหลักของประเทศ และเป็นพืชเดียวที่ไม่ใช่พืชอาหาร ขณะที่การส่งออกร้อยละ 86 เป็นเรื่องของวัตถุดิบ มีเพียงร้อยละ 14 ที่ส่งออกในรูปผลิตภัณฑ์แปรรูป การแก้ปัญหาจึงมีความซับซ้อนมากกว่าพืชอื่นๆ เพราะยางเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรม

 

อนาคตยางพาราไทย! ภายใต้โมเดล"ไทยแลนด์4.0"

 

 

             ฉะนั้น สิ่งที่กระทบอุตสาหกรรมก็จะส่งผลกระทบต่อยางพาราเช่นกัน ที่ผ่านมายางพาราเป็นพืชที่มีความอ่อนไหวและเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันมาตลอด เช่นเมื่อธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นดอกเบี้ย คนเกิดความเชื่อมั่น ราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้น ปัจจุบันโลกเกิดสวิงกลับ เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม โดยบริบทอุตสาหกรรม 4.0 เริ่มจากยุโรป เริ่มจากเยอรมันที่บอกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งประเทศไทยต้องปรับให้สอดคล้องด้วย รัฐบาลจึงได้วางแผนพัฒนาประเทศ 20 ปีข้างหน้า

            ด้าน นายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการหารือเรื่องนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้บริบทของกระทรวงเกษตรฯได้ข้อสรุปว่า ยึดยุทธศาสตร์เป้าหมายของรัฐคือ มั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืนในทุกมิติ เบื้องต้นกระทรวงฯได้หารือการดำเนินการทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องยางพารา แผนงานอนาคตค่อนข้างชัดเจน หลังจาก คสช.ประกาศ 16 โครงการ และยังมี กม.กองทุนยางพารา วัดจากเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร สามารถผลิตและใช้ยางเพิ่มมากขึ้นได้ ไม่เช่นนั้นก็จะประสบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศบราซิล ดังนั้นไทยแลนด์ 4.0 เบื้องต้นต้องช่วยตัวเอง เริ่มจาก กม.กองทุนยางพาราต้องผ่านและเข้าสู่ 4.0 ให้ได้ และต้องใช้งบประมาณภายใน 3 เดือนนี้

 

อนาคตยางพาราไทย! ภายใต้โมเดล"ไทยแลนด์4.0"

 

           นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครื่อข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวว่า จากที่รัฐบาลได้กำหนดเรื่อง Thailand 4.0 พร้อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 โดยกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศ 20 ปีข้างหน้านั้น เกษตรกรชาวสวนยางจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยจากนี้ไปเกษตรกรจะพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะเมื่อพิจารณาจากตัวเลขการส่งออกแต่ละปีพบว่าไทยส่งออกน้ำยางดิบสูงถึงร้อยละ 86 คิดเป็นมูลค่า 1.7 แสนล้านบาท ขณะที่การส่งออกผลิตภัณฑ์ยางเพียงร้อยละ 14 มีมูลค่าสูงถึง 4.67 แสนล้านบาท

           ทั้งนี้ สยยท.จะเร่งเดินหน้าผลักดันการจัดตั้งศูนย์ใน 61 จังหวัด เพื่อทำหน้าที่สำมะโนเกษตรร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท).ต่อไป รวมทั้งทำความเข้าใจทิศทางการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับชาวสวนยาง พร้อมต้องส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และต้องมียุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ให้ได้

 

อนาคตยางพาราไทย! ภายใต้โมเดล"ไทยแลนด์4.0"

 

           ขณะที่นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล อุปนายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวว่า ในฐานะผู้ประกอบการได้ประเมินขีดความสามารถการแข่งขันไว้ว่า ปัจจุบันเกษตรกรต้นน้ำอยู่ในระดับ 1 กลางน้ำอยู่ระดับ 2 และปลายน้ำอยู่ระดับ 3 ทั้งนี้ตลอด 40 ปี ที่ทำธุรกิจมายังไม่เห็นว่าทั้งต้นน้ำ และกลางน้ำจะขยับไปสู่ 4.0 ได้อย่างไร และเชื่อว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะยังไม่เข้าใจอะไรคือ 4.0 และที่ผ่านมานโยบายเปลี่ยนบ่อยจึงเป็นอุปสรรคและไม่เกิดความต่อเนื่อง เพราะยางพาราเป็นการขายล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าเสี่ยง ดังนั้นอีกใน 10 ปีข้างหน้าเชื่อว่าอุตสาหกรรมกลางน้ำ ปลายน้ำ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยอุตสาหกรรมกลางน้ำในส่วนของรายย่อยจะอยู่ไม่ได้ จะอยู่ได้เฉพาะรายใหญ่ที่ใหญ่กว่า 5 เสือ เพราะทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะจีนเริ่มเข้ามา เนื่องจากมีการใช้ยางมากที่สุดจึงได้เข้ามาซื้อโรงงานเล็กๆในประเทศไทย เรื่องนี้ถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง

            นับว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการอย่างจริงจริง ขับเคลื่อนวงการอุตสาหกรรมยางพาราไทย เพื่อเกษตรกรอยู่ได้อย่างยั่งยืนในอนาคต