
หนุน“ช้อปช่วยชาติ”เพิ่มเม็ดเงินเข้าระบบ
ลุ้นครม.เคาะมาตรการช้อปช่วยชาติ กระตุ้นกำลังซื้อปลายปี ธปท.หนุนช่วยเพิ่มเม็ดเงินเข้ามาหมุนในระบบ ด้านนักวิชาการนิด้าเห็นต่างเป็นผลระยะสั้น
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการที่เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 อาจจะชะลอตัวจาก 3 ไตรมาสที่ผ่านมา จึงได้เสนอมาตรการช้อปช่วยชาติต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นมาตรการในลักษณะเดียวกันกับที่เคยนำมาใช้เมื่อปีที่แล้ว ในเบื้องต้นเสนอให้นำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษี 1.5 หมื่นบาทต่อราย แต่วงเงินการลดหย่อนอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของครม. และระยะเวลาการใช้มาตรการคาดว่าจะเป็นตลอดเดือนธันวาคม 2559 โดยจะมีผู้ได้ประโยชน์จากมาตรการ 1 ล้านราย ส่วนมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อการท่องเที่ยว จะสรุปได้ใน 1-2 สัปดาห์ โดยหลังจากนี้คลังคงไม่มีมาตรการชุดใหญ่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีอีก
ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะขยายตัวได้ 3.2% และในปี 2560 ก็น่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.2% เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ธปท.จะรอดูภาวะเศรษฐกิจปลายปีนี้อีกครั้งก่อนจะมีการประเมินภาพรวมในปีนี้และปีหน้าอีกครั้ง ส่วนมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลจะนำมาออกกระตุ้นเศรษฐกิจในปลายปีนั้น เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4 กิจกรรมบางส่วนได้รับผลกระทบจากหลายเหตุการณ์ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการมากระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการชั่วคราวที่จะช่วยทำให้เม็ดเงินเข้ามาหมุนในระบบเศรษฐกิจได้เพิ่มมากขึ้น
“ถือเป็นการตื่นตัวที่ดีของรัฐบาล ช่วยรักษาโมเมนตัม รักษาแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงรอยต่อก่อนที่โครงการลงทุนใหญ่ๆ ของภาครัฐจะเริ่มเห็นผล แต่มาตรการเหล่านี้คงต้องเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น เพราะถ้าทำไปนานๆ จะไม่เกิดผลทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นการดึงอุปสงค์ในอนาคตมาใช้” นายวิรไท กล่าว
ขณะที่นายมนตรี โสคติยานะรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับนักบริหาร (MPPM Executive program) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า การออกมาตรการช้อปช่วยชาติ แม้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนให้เกิดขึ้นแต่จะเป็นเพียงผลในระยะสั้นและไม่มีความยั่งยืน เนื่องจากการกำหนดเวลาเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีนั้นเป็นเพียงการเลื่อนเวลาให้เกิดการซื้อสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวมากเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดเม็ดเงินใหม่ในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว จะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง มากกว่ากลุ่มที่มีรายได้น้อย และมีสินค้าเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้



