
'ศานิตย์'สั่งตำรวจใช้ดุลพินิจ-ตักเตือน จยย.ขึ้นสะพาน
ผบช.น. แจง สั่งตำรวจจราจรใช้ดุลพินิจปฎิบัติหน้าที่ ติงปชช.อย่าใช้กฎหมู่ ไม่ได้รับความเป็นธรรมให้แจ้งผู้บังคับบัญชา
จากกรณีกลุ่มเพจปลดแอกสองล้อรวมตัวกันกว่า 100 คัน ปิดถนนพระราม 4 เพื่อประท้วงเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรียกร้องให้รถจักรยานยนต์สามารถขึ้น-ลงสะพาน และรอดอุโมงค์ได้ต่างๆ ได้นั้น
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เวลา 13.00 น. วันที่ 28 พ.ย.2559 พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. กล่าวว่า เรื่องนี้ได้สั่งการแล้วว่า การบังคับใช้กฎหมายขอให้ใช้ดุลพินิจขอเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรไว้เพื่อป้องปราม เพราะผู้กระทำความผิดไม่ใช่เป็นโจร ฉะนั้น การใช้ดุลพินิจกฎหมายเขาจึงบัญญัติเอาไว้ว่า ให้ว่ากล่าวตักเตือนได้ เพราะฉะนั้นหากพี่น้องประชาชนไม่ได้เจตนา ไม่ได้ตั้งใจ ก็ขอให้ตำรวจใช้ดุลพินิจในการที่จะจับกุม รวมทั้งการพูดจา มายึดกุญแจ เราก็ต้องปรับแก้ด้วย เราก็ต้องให้กำลังใจทั้งสองฝ่าย อะไรที่เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ยังมีผู้บังคับบัญชาที่คอยจะชี้แจงแก้ไขปรับแก้ไขให้ แต่จะไม่ใช้กฎหมู่ ต้องมีประโยชน์มากกว่า บางอย่างถ้ามันจำเป็นต้องตัดสินใจ เราก็เลือกส่วนใหญ่ไว้ก่อน เพื่อยึดมั่นในกฎหมายเพื่อให้ความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนเป็นหลัก
เพราะฉะนั้นตำรวจที่ปฏิบัติงานตรงนี้ ก็ขอให้คำนึงถึงหน้าที่ตรงนี้ด้วย ปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนด้วยความสุภาพ เรียบร้อย และนิ่มนวล แต่อย่างที่ทำ ทำให้จราจรติดขัดก็ไม่ควร แต่บางอย่างทำเพื่อความปลอดภัย เพราะฉะนั้นเพื่อประโยชน์โดยรวม การบังคับใช้กฎหมาย หรือการละเมิดกฎหมาย ทุกอย่างดำเนินไปตามกฎกติกา มีอะไรคุยกันด้วยเหตุและผล และยอมรับในเสียงส่วนใหญ่ ถ้าบอกให้ยกเลิกและมีผลต่อกลุ่มคนส่วนใหญ่ ได้เพียงประโยชน์จากกลุ่มน้อยๆ ฉะนั้นเราต้องคุยกันด้วยเหตุและผล อย่าไม่ฟังอะไรที่มันทำให้เกิดความเสียหาย หรืออะไรที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจ เราจะพยายามให้หลักกฎหมายอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และไม่กระทบต่อความมั่นคงต่อประเทศชาติเป็นหลัก
หากว่าเป็นกรณีของการปิดการจราจรก็ต้องดำเนินคดี เพราะว่าไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานจราจร และถ้าหากว่าท่านทำผิดกฎหมาย ก็ต้องยอมรับในความผิด เพราะว่าจะเอากฎหมู่มาอยู่เหนือกฎหมาย และบ้านเมือง มันจะเกิดความสงบเรียบร้อยได้ยังไง เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมายเลย หากศึกษากฎหมายจราจร ส่วนใหญ่เราก็จะศึกษาประเทศเราเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ไปเทียบเคียงกับประเทศที่เจริญแล้ว เอามาปรับใช้ในบางส่วน ส่วนใหญ่ก็จะคำนึกถึงประชาชนเป็นหลัก เพราะกฎหมายที่ออกมาใช้นั้นต้องเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และขอความร่วมมือให้รู้รัก สามัคคี เราคุยกันด้วยเหตุและผล และพวกเราก็จะร่วมมือร่วมใจกัน เดินหน้าประเทศไทยทำให้ประเทศมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืนอย่างแน่นอน
ทางด้าน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า การรวมตัวกันลักษณะนี้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และ พ.ร.บ.จราจรทางบก ซึ่งขณะนี้ตำรวจท้องที่กำลังพิจารณาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอะลุ้มอล่วยในการบังคับใช้กฎหมาย โดยให้ดูจากเหตุและผลเป็นหลักนั้น ขอยืนยันว่าบางข้อหาของ พ.ร.บ.จราจรทางบก กำหนดให้ตำรวจสามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ แทนการดำเนินคดี แต่กฎหมายบางข้อก็ไม่สามารถอะลุ้มอล่วยได้ ดังนั้น จึงฝากเตือนประชาชนที่จะออกมารวมตัวชุมนุมกันในลักษณะนี้ให้ระมัดระวัง เพราะหากเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ หรือกฎหมายใด ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย และสำหรับข้อเรียกร้องให้รถจักรยานยนต์ใช้สะพานและอุโมงค์ได้นั้น ขณะนี้คำสั่งห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้นสะพาน 39 แห่ง และลงอุโมงค์ 6 แห่งยังมีผลบังคับใช้อยู่ เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงศึกษาวิจัย และพิจารณาด้านวิศวกรรมจราจร ซึ่งหากได้ข้อสรุป หรือมีการก่อสร้างพื้นที่สำหรับรถจักรยานยนต์เพิ่มเติม ก็อาจประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามนี้ในอนาคตได้เช่นกัน



