ข่าว

รื้อย้ายอีก 37 หลัง ชุมชน "ป้อมมหากาฬ"

รื้อย้ายอีก 37 หลัง ชุมชน "ป้อมมหากาฬ"

28 พ.ย. 2559

กทม.เตรียมรื้อย้ายอีก 37 หลัง ชุมชนป้อม“มหากาฬ” ดีเดย์รอบใหม่ต้น ก.พ.60 ยัน พร้อมดึงชาวบ้าน จ้างดูแลสวนสาธารณะ

          28 พ.ย.59-นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) พร้อมนายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม. นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ปิดป้ายประกาศบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร รวมทั้งแจ้งมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ให้ประชาชนในชุมชนรับทราบ โดยมีคณะผู้บริหารกทม. สำนักการโยธา สำนักงานเขตพระนคร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ 

           นายจักพันธุ์ กล่าวว่า วันนี้สำนักการโยธา สำนักงานเขตพระนคร รวมทั้งผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มาลงพื้นที่ดูแลความเรียบร้อยในการติดตั้งป้ายประกาศบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ เพื่อแจ้งมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปฯ ให้ประชาชนในชุมชนรับทราบเกี่ยวกับการดำเนินการรื้อถอนอาคารในพื้นที่ชุมชนป้อมหากาฬ ซึ่งขณะนี้ยังคงเหลืออีก 37 หลังคาเรือนที่ยังไม่ได้รื้อถอน รวมทั้งมีการบุกรุกสร้างขึ้นใหม่อีก 5 หลังเรือน การที่ชาวชุมชนจะร้องขอเพื่ออยู่ต่อนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะพื้นที่ดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณแล้ว ซึ่งกทม.ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกทม.จะเข้าดำเนินการรื้อถอนประมาณต้นเดือนก.พ.2560 จึงขอแจ้งให้ประชาชนและผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬได้รับทราบ อย่างไรก็ตามหากประชาชนร้องขอในการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสถานที่ร่วมกัน ซึ่งสามารถที่จะพูดคุยเจรจากันได้     

                       รื้อย้ายอีก 37 หลัง ชุมชน "ป้อมมหากาฬ"                       
           นายจักกพันธุ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2559 เครือข่ายภาคประชาสังคมและนักวิชาการเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูเมือง ได้ยื่นหนังสือต่อรองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความช่วยเหลือและหารือกรณีชุมชนป้อมมหากาฬโดยให้หยุดรื้อถอนอาคารบริเวณชุมชน และขอให้จัดตั้งคณะกรรมการพหุภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาและอนุรักษ์พัฒนาชุมชนป้อมมหากาฬ รวมทั้งชุมชนย่านเมืองเก่าอย่างมีส่วนร่วมนั้น คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปฯ ได้ประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 พ.ย.2559 โดยมีมติให้กทม.ดำเนินการรื้อถอนอาคารในชุมชนป้อมมหากาฬต่อไป เนื่องจากที่ดินทั้งหมดในบริเวณป้อมมหากาฬทั้งหมดตกเป็นของกรุงเทพมหานคร โดยการเวนคืนตามกฎหมายถือเป็นพื้นที่สาธารณะและมีกฎหมายบังคับใช้ให้ต้องปฏิบัติ โดยให้ดำเนินการรื้อถอนในปลายเดือน ม.ค.2560 จนกว่าจะแล้วเสร็จ                       
          นายจักกพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่เครือข่ายขอให้ตั้งคณะกรรมการพหุภาคีทางคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปฯ เห็นว่าเป็นข้อเสนอ ที่ไม่ใช่ประเด็นที่จะมาพิจารณา เนื่องจากโดยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ชุมชนไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้ ในขณะเดียวกันกทม.มีโครงการที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬ เป็นสวนสาธารณะในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของพื้นที่บริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ พร้อมทั้งจัดให้มีพื้นที่สันทนาการ แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม วิถีชีวิตรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางตามข้อเสนอของเครือข่าย ซึ่งกทม.จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนโดยจะรับประชาชนในชุมชนเข้าเป็นลูกจ้าง เพื่อทำหน้าที่ดูแลสวนสวนสาธารณะบริเวณป้อมมหากาฬ โดยมีเงื่อนไขว่าชุมชนไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้
           “ขณะที่กรณีการขอเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนในบริเวณพื้นที่ย่านเมืองเก่านั้น เครือข่ายฯสามารถยื่นข้อเสนอโดยตรงต่อคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลในเรื่องนี้และมีภาคส่วนต่างๆ ร่วมเป็นคณะกรรมการอยู่แล้ว” รองผู้ว่าฯกทม. กล่าว.