ข่าว

วิถี ‘เจนวาย’

วิถี ‘เจนวาย’

28 พ.ย. 2559

คอลัมน์ เงินทองต้องรู้ โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 

        หลายวันที่ผ่านมา มีข่าวชิ้นเล็กๆ ที่หลายคนอาจจะไม่ได้สนใจ เป็นข่าวเกี่ยวกับความเห็นของผู้ประกอบการบัตรเครดิต ที่บอกว่า ขณะนี้ได้เพิ่มความระมัดระวังในการออกบัตรเสริมให้กลุ่ม “เจนวาย” (หรือผู้ที่เกิดในปี 2523-2540 ซึ่งปัจจุบันมีอายุระหว่าง 19-36 ปี) ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มนักเรียนนักศึกษามากที่สุด แม้ว่าจะไม่ได้มีสัญญาณอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่นัยว่าเพื่อเป็นการป้องกันการใช้จ่ายเกินตัวไว้ก่อน

        “พิทยา วรปัญญาสกุล” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิตของ “เคทีซี” บอกว่า จากการติดตามพฤติกรรมของลูกค้าก็ยังไม่เห็นทิศทางอย่างชัดเจนว่ามีปัญหาในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ เนื่องเพราะภาพรวมการค้างชำระในระยะเวลา 1-3 เดือนนั้น กระจายในทุกกลุ่มรายได้และกลุ่มอายุ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีความระมัดระวังในการออกบัตรเสริมให้ลูกค้า โดยมุ่งเน้นลูกค้าที่มีความสามารถในการผ่อนชำระและมีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่ออกบัตรเสริมให้ลูกเพื่อสำรองเงินใช้จ่ายหรือเผื่อฉุกเฉิน ในกรณีที่ลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งเกณฑ์การถือบัตรเสริมนั้น ผู้ถือต้องมีอายุ 15 ขึ้นไป ถือว่าเป็นวัยที่มีวุฒิภาวะพอสมควรแล้ว

        ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย ก็ให้ความเห็นทำนองเดียวกันว่า การพิจารณาออกบัตรเสริมให้ลูกค้าจะดูจากความสามารถชำระหนี้ของลูกค้าบัตรหลัก เนื่องจากบัตรหลักและบัตรเสริมเป็นวงเงินเดียวกัน ดังนั้นแม้ผู้ถือบัตรหลักเป็นพ่อแม่ที่ออกบัตรเสริมให้ลูก แต่สามารถควบคุมวงเงินได้ ส่วนกลุ่มนักศึกษาหรือบัณฑิตจบใหม่ ที่มีความกังวลว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงก่อหนี้ครัวเรือนให้มากขึ้นนั้น ธนาคารพิจารณาออกบัตรเครดิตให้อย่างระมัดระวัง โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณาเหมือนกลุ่มอื่น ซึ่งจากการติดตามการใช้จ่ายกลุ่มคนรุ่นใหม่ก็ยังไม่มีอะไรที่ต้องห่วงอย่างมีนัยสำคัญ

        คำถามคือ ทำไมกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือเจนวาย จึงกลายเป็นเป้าหมายที่ “น่าเป็นห่วง” ว่าจะเป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดหนี้ครัวเรือนเพิ่ม หรือเป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งก็ต้องเริ่มมาจากการก่อหนี้เกินความสามารถ ความกังวลนี้อาจจะเกิดจากงานวิจัยที่มีการบ่งชี้อย่างไม่เลื่อนลอยถึงความน่าเป็นห่วงดังกล่าว

        งานวิจัยดังกล่าวเป็นผลสำรวจสถานการณ์ความสุขคนทำงานในประเทศไทยประจำปี 2558 ซึ่งจัดทำโดย “จิตติ วิสัยพรม” และ “สุรารัตน์ พวงจำปา” นักวิจัยของศูนย์วิจัยความสุขคนทำงานแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในความรับผิดชอบของ รศ.ดร.ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมีการเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของ สสส. ดังนี้

        จากการสำรวจความสุขคนทำงานอายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวน 13,906 คน จากองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนใน 9 มิติ คือ สุขภาพกายดี ผ่อนคลายดี น้ำใจดี จิตวิญญาณดี ครอบครัวดี สังคมดี ใฝ่รู้ดี สุขภาพการเงินดี และการงานดี พบว่าในมิติด้านสุขภาพเงินดี คนทำงานยุคเจนวาย โดยเฉพาะที่มีอายุระหว่าง 25-34 ปี เป็นกลุ่มที่ไม่มีเงินออมสูงถึงร้อยละ 50.0 ขณะที่อีกร้อยละ 48.0 ผ่อนชำระหนี้สินที่ไม่ตรงเวลา ส่วนร้อยละ 45.0 รู้สึกว่ารายจ่ายมีมากกว่ารายรับ นอกจากนี้คนทำงานกลุ่มเจนวาย อีกร้อยละ 45.6 ยังมีความรู้สึกว่าการผ่อนชำระหนี้สินเป็นเรื่องที่สร้างภาระหนักมากให้แก่ตนเอง ซึ่งค่าเฉลี่ยที่วัดได้ยังสูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนทำงานในกลุ่มวัยอื่นๆ

        จากสถานการณ์การเงินข้างต้นในข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนทำงานเจนวาย เป็นกลุ่มที่มีสุขภาพทางการเงินไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเงินออม ที่เป็นการสร้างนิสัยและความตระหนักของวินัยการบริหารจัดการการเงิน

        บทสรุปสำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ในเรื่องสุขภาพทางการเงินของคนทำงานเจนวาย คือ “เจนวาย” เป็นช่วงอายุของการเริ่มต้นในหลายๆ ด้าน เช่น การเริ่มต้นชีวิตการทำงาน หรือแม้กระทั่งการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวของตนเอง ดังนั้นการฝึกวินัยตัวด้านการบริหารจัดการเงิน จึงเป็นสิ่งที่คนทำงานเจนวายต้องรับมือ

        คำแนะนำสำหรับคนเจนวายในสิ่งที่ต้องรับมือจึงเน้นไปเรื่องของการวางแผน อย่างน้อยก็ 4 เรื่องหลักๆ นั่นคือ คนเจนวายต้องหาทางควบคุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน โดยสามารถจัดทำบันทึกรายรับรายจ่ายบนสมาร์ทโฟน ด้วยแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อทำให้รู้สถานะทางการเงินของตัวเองได้ นอกจากนี้ คนเจนวายควรที่ต้องวางแผนในการเคลียร์หนี้สินให้หมดสิ้นตั้งแต่วันที่เงินเดือนออก โดยเฉพาะที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าที่พัก ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่างวดรถ และค่าบัตรเครดิต เมื่อจ่ายหนี้สินต่างๆ หมดแล้ว คนเจนวายต้องแบ่งเงินออม เพื่อที่จะสามารถนำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายอื่นๆ ได้ โดยการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่อที่การวางแผนใช้เงินจะได้ชัดเจนขึ้นตามไปด้วย

        การจัดสรรออมสามารถทำได้ทั้งการลงทุนในหุ้น หรือตราสารหนี้ การออมเป็นเงินฝากธนาคารบางส่วนโดยอาจจะเลือกเงินฝากแคมเปญพิเศษที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากทั่วไป หรืออาจจะแบ่งบางส่วนเข้าโครงการออมเพื่อวัยเกษียณ ผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สุดท้าย คนเจนวายต้องวางแผนภาษี เพราะคนในเจเนอเรชั่นนี้เป็นวัยทำงานที่ต้องเสียภาษีกันทุกคน ดังนั้น การวางแผนทางการเงินจะทำให้เรารู้ว่าการลงทุนใดสามารถช่วยลดหย่อนภาษีได้บ้าง เช่น ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) รวมถึงประกันชีวิต ที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้

        ส่วนเจนวายวัยละอ่อนที่ยังใช้บัตรเสริมร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ และยังอยู่ในวัยเรียนที่ยังไม่มีรายได้ให้วางแผน คำแนะนำสั้นๆ เลยคือ ต้องยับยั้งชั่งใจให้มากก่อนใช้จ่ายทุกครั้ง ต้องพิจารณาการใช้จ่ายโดยคำนึงถึงความจำเป็นมากกว่าความต้องการ และที่สำคัญ เมื่อเรียนจบ มีงานทำ มีรายได้แล้ว ต้องเริ่ม “วางแผน” บริหารรายได้ ค่าใช้จ่าย เงินออม และเงินลงทุนอย่างรอบคอบ จะได้ไม่ต้องตกเป็น “จำเลย” ว่าเจนวายนี่แหละที่เป็นตัวกระตุ้นและก่อปัญหาหนี้ครัวเรือน