
จับ"ไอ้แมงมุม"ร่มปิดหน้าแต่"ขาเป๋"
ด้วยลักษณะการเดินอันเป็นเอกลักษณ์เหมือนคนขาเป๋ ประกอบกับพฤติการณ์ลักทรัพย์ตามตึกสูง-คอนโดหรู ถึงแม้จะกางร่มปิดบังใบหน้าจากกล้องวงจรปิด สุดท้ายก็หนีไม่พ้นสายตาอันเฉียบคมของนักสืบที่เคยประมือกันมาก่อน !?!
ระหว่างการคลี่คลายคดีตีนแมวลักลอบเข้าไปงัดห้องพักเลขที่ 39 C ชั้น 39 อาคารเพรสซิเดนท์ทาวเวอร์ ตึกไพน์ ซอยสุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ได้ทรัพย์สินเป็นเครื่องเพชรและนาฬิกาแบรนด์เนมชื่อดังหลายเรือน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เมื่อกลางดึกวันที่ 6 ต่อเนื่อง 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รอง ผบก.ศส.บช.น. พ.ต.อ.สมบัติ มิลินทจินดา ผกก.สส.น.5 และ พ.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผกก.สน.ทองหล่อ ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในตัวอาคาร เพื่อหาตัวผู้ต้องสงสัย พบพิรุธชายคนหนึ่งกางร่มปิดบังใบหน้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะเดินอยู่ตามทางเดินชั้นเกิดเหตุ หรือแม้แต่ในลิฟต์โดยสารก็ตาม
ลักษณะอันผิดสังเกตนี้ชุดสืบสวนเชื่อมั่นว่า น่าจะเป็นคนร้าย แต่จะทำอย่างไรให้ได้เห็นหน้าหรือระบุตัวได้ จึงเปิดดูซ้ำแล้วซ้ำอีก วนไปวนมาอยู่เช่นนั้น กระทั่งพบเข้ากับความผิดปกติบางอย่าง นั่นคือลักษณะการเดินกะเผลกๆ ผิดไปจากคนปกติธรรมดาทั่วไป ประกอบกับการแต่งกายที่สังเกตเห็นได้จากกล้องคือสวมกางเกงยีน รองเท้าผ้าใบ ทำให้ภาพผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งในอดีตผุดขึ้นในความทรงจำของ พ.ต.อ.สมบัติ
"เอ...พี่ลักษณะการเดินแบบนี้ แล้วก็ใส่กางเกงยีนรองเท้าผ้าใบอย่างนี้ ผมคุ้นๆ นะ สมัยผมเป็น สว.สส.สน.สำเหร่ เคยจับกุมผู้ต้องหาคนหนึ่งชื่อสุพจน์ แซ่ลี้ ตอนนั้นอายุน่าจะประมาณ 30 ปี มีพฤติการณ์ลักทรัพย์ตามคอนโดมิเนียมหรูย่านพญาไท ยานนาวา และสำเหร่ ผมว่ามันคุ้นๆ นะพี่" พ.ต.อ.สมบัติ กล่าวกับ พ.ต.อ.ปรีชา
เมื่อได้เบาะแสชุดสืบสวนจึงตรวจสอบประวัติของสุพจน์ พบว่า ปัจจุบันอายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 106/1 ตรอกมะขาม 1 แขวงและเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เคยถูกจับกุมเมื่อปี 2543 ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ 4 ปีก็พ้นโทษออกมา ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง แต่ชอบเล่นการพนันเป็นชีวิตจิตใจ เพื่อความแน่ใจว่า สุพจน์ หรือฉายา "ไอ้แมงมุม" ซึ่งได้มาจากพฤติการณ์ลักทรัพย์ตึกสูงคือโจรขาเป๋รายนี้ ชุดสืบสวนจึงประสานไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ช่วยตรวจสอบตำหนิรูปพรรณทรัพย์สินของผู้เสียหาย ตามโรงรับจำนำของรัฐและเอกชน ที่มีระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ข้อมูล
ไม่นานนักโรงรับจำนำย่านสี่แยกบ้านแขก เขตธนบุรี กรุงเทพฯ ก็แจ้งกลับมาว่ามีทรัพย์สินบางส่วนของผู้เสียหาย อยู่ในความครอบครองของนายสุพจน์ที่นำมาจำนำไว้ ชุดสืบสวนจึงขออนุมัติหมายจับและติดตามจับกุมได้ขณะเดินอยู่ข้างวัดดวงแข แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
"ผมเป็นคนเข้าไปลักทรัพย์ที่คอนโดนั้นจริงครับ ได้ของติดไม้ติดมือมาก็เอาไปจำนำ เอาเงินไปเล่นการพนันที่ปอยเปต ตั้งแต่ติดคุกมาผมไม่รู้จะทำงานอะไรให้ได้เงิน ครั้งนั้นผมพลาดถูกกล้องวงจรปิดจับภาพได้ หลังๆ มานี้ผมเลยคิดหาร่มปิดบังใบหน้าไว้" สุพจน์สารภาพ
ระหว่างการสอบปากคำคดีลักทรัพย์ พ.ต.อ.ปรีชา ซึ่งก็คุ้นชื่อ สุพจน์ แซ่ลี้ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะพฤติการณ์ชอบเข้าไปลักทรัพย์ตามตึกสูงๆ หรือคอนโดหรูๆ เขาขบคิดอยู่พักใหญ่ๆ แล้วก็หวนนึกไปถึงคดีฆาตกรรมในคืนคริสต์มาสซึ่งเป็นข่าวครึกโครมเมื่อ 3 ปีก่อน คืนวันที่ 25 ธันวาคม 2549 ขณะที่ นายนอร์เช็ค ฟารีน นอร์ดีน อายุ 35 ปี ที่ปรึกษาทางธุรกิจข้ามชาติบริษัทยักษ์ใหญ่ชาวบรูไน กำลังจัดปาร์ตี้ฉลองวันคริสต์มาสอยู่ภายในห้องเลขที่ 366/59 ชั้น 10 คอนโดมิเนียมซิตี้สมาร์ท สุขุมวิท 18 คนร้ายปีนระเบียงห้องพักและงัดหน้าต่างเข้าไปใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ส่งทรัพย์สินเป็นเงินสด 1.5 หมื่นบาท นาฬิกา 1 เรือน กล้องดิจิทัล และมือถือ 7 เครื่อง
ขณะหลบหนีนางนอเรล่า อับดุลลาห์ มารดานายนอร์เช็ค ใช้กระเป๋าตีคนร้ายแย่งทรัพย์สิน คนร้ายจึงใช้อาวุธปืนยิงกราดใส่คนในห้อง กระสุนถูกนายเคฟเฟอร์ มาร์ค เจย์ อายุ 42 ปี นักธุรกิจชาวแคนาดาและที่ปรึกษาของสมเด็จพระราชาธิบดี ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ กษัตริย์บรูไน เสียชีวิต ส่วนนายนอร์เช็คถูกยิงเข้าที่ไหล่ซ้าย นางนอเรล่าซึ่งเคยทำงานอยู่ในพระราชวังกษัตริย์บรูไนถูกยิงเข้าศีรษะ และนางโมนา อลิซาเบธ เคฟเฟอร์ อายุ 41 ปี ภรรยาของเจย์ถูกยิงเข้าไหล่ซ้าย
ผลการสืบสวนครั้งนั้นก่อนจะสะดุดมีอันต้องยุติลง มีชื่อสุพจน์ แซ่ลี้ เข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันด้วย เมื่อนึกขึ้นได้น้ำเสียงห้วนๆ น่าเกรงขามก็ดังออกมาจากใบหน้าที่ปราศจากรอยยิ้ม
พ.ต.อ.ปรีชา : เฮ้ย ! มีเรื่องคาใจอยากถาม เมื่อ 2-3 ปีก่อน ไปยิงใครในคอนโดย่านทองหล่อหรือเปล่า เป็นชาวต่างชาติ ?
สุพจน์ : ผมเปล่าครับ
พ.ต.อ.ปรีชา : แน่นะว่าไม่รู้เรื่อง
สุพจน์ : ผมสาบานครับ
พ.ต.อ.ปรีชา : ก็ทั้งพยานคนไทยและที่อยู่ในที่เกิดเหตุยืนยันว่าเป็นเอ็ง รูปที่ส่งไปให้พยานดูที่ต่างประเทศ เขาก็ยืนยันว่าเหมือนเอ็งมาก
สุพจน์อ้ำอึ้งอยู่นานกระทั่งยอมรับสารภาพว่าเป็นคนเข้าไปลักทรัพย์และทำร้ายนักธุรกิจชาวแคนาดาเสียชีวิต ก่อนจะพาไปค้นหาปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่วิทยาการตรวจสอบแล้วตรงกับกระสุนในคดีข้างต้น !?!
การสืบสวนเมื่อ 3 ปีก่อนชะงักลงตรงที่ ชุดสืบสวนตรวจสอบหมายเลขมือถือ 7 เครื่องที่ถูกขโมยไป พบว่าไปปรากฏอยู่ในบ่อนปอยเปต ประเทศกัมพูชา จึงตรวจสอบผู้ที่เดินทางเข้าออกระหว่างไทย-กัมพูชานับหมื่นคน กระทั่งตัดเหลือผู้ต้องสงสัยราว 200 กว่าราย แล้วถ่ายสำเนาทะเบียนราษฎร์มาให้พยานดู ต่างก็ชี้ไปที่สุพจน์ แซ่ลี้ ทว่าหลักฐานแค่นี้ไม่เพียงพอขอหมายจับได้ แล้วก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหน่วยงาน จนคดีถูกเก็บลงลิ้นชัก และได้รับการคลี่คลายในอีก 3 ปีต่อมา



