
เบื้องหลังความปรองดอง
กลายเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง สงสัย และยังหาที่มา ที่ไป ไม่ได้ว่า เหตุใด พรรคภูมิใจไทย ถึงได้ปุบปับฉับไว ปูดเรื่องเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม แล้วอีกวันก็ดันเข้าสภา โดยไม่ปรึกษาพรรคร่วมรัฐบาล
ก็จริงที่การดันเข้าบรรจุในวาระการประชุมสภานั้น มีประธาน ชัย ชิดชอบ ก็อุ่นใจได้
แต่ปัญหาก็คือ เนื้อหาที่ร่างกฎหมายบัญญัติเอาไว้นี่สิ มันหมายถึงอะไรกันแน่ ?
ถึงแม้ว่า ส่วนที่ถูกนำเสนอนั้น จะพยายามให้ครอบคลุมเฉพาะ เหลือง-แดง แต่ก็ไม่พ้นพ่วงเอา ข้าราชการตัวเบิ้มๆ ที่น่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบอย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เข้าไปด้วย
ถึงแม้ว่าจะไม่ครอบคลุมถึง ทักษิณ ชินวัตร จักรภพ เพ็ญแข เพราะเป็นคดีที่เฉพาะตัว แต่ชาวบ้านร้านตลาดก็ยังมึนงงสงสัยกันอยู่ดี ว่าในเมื่อ ภูมิใจไทยที่แต่เดิมก็พยายามสถาปนาตัวเองเป็นสีน้ำเงิน จู่ๆ ทำไมมาคิดเรื่องปรองดอง นิรโทษกรรม
ก็เห็นวันประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยา ก็ยังหนุนเสื้อน้ำเงินโรมรันพันตูกับเสื้อแดงอยู่ไม่ใช่หรือ
เรื่องนี้อย่าว่าแต่ชาวบ้านงงเลย เสื้อแดงอย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ณ เสื้อแดง กับ สุริยะใส กตะศิลา ณ เสื้อเหลือง ยังงงเป็นไก่ตาแตก
เพราะที่สู้กันอยู่นั้นก็ด้วยหลักที่มั่นใจว่า ทำถูกต้องตามกฎหมายด้วยกันทั้งคู่
เฉพาะราย สุริยะใส นั้นถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า มันจะรวม จะเลยเถิดไปถึงคดีความอื่นๆ โดยเฉพาะคดีที่ทำให้ไทยเสียดินแดนไปด้วยหรือไม่
แต่ก็ใช่ว่า จะมีแค่ สองสี สองคนนั่นเท่านั้น นักวิชาการอย่าง สมชัย ศรีสุทธิยากร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับแสดงทัศนะในแง่บวกว่า น่าจะเป็นแนวทางที่ดี น่าจะพอกระตุกแขนเสื้อให้คนทั้งสองสีได้ยั้งคิดบ้าง
ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะลุยกันท่าเดียว เหมือนทุกวันนี้ !
แต่ทัศนะที่แท้จริงจากพรรคภูมิใจไทย นอกเหนือจากถ้อยแถลงที่ออกมาแล้ว กลับไม่พูดถึง "เบื้องหน้าเบื้องหลัง" มีแต่เพียง "ความคาดหวัง" ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า จะเป็นจริงได้หรือไม่
ซึ่งมันก็เป็นธรรมดา เพราะเอาเข้าจริงร่างกฎหมาย เมื่อเข้าสภาแล้ว เสียงส่วนใหญ่จะลากไปอย่างไร มันยังมีลุ้นกันอีกตั้ง 2 ขยัก !
กว่าจะผ่านกรรมาธิการ ส.ส. แล้วยังต้องมาโหวตกันในสภา ก่อนที่จะไปถึงวุฒิสภา ที่ยังมีโอกาสแก้ไขกันอีกรอบ
สุดท้ายจะออกมาอย่างไร จะเป็นอย่างที่พรรคภูมิใจไทยมุ่งหวัง หรือไม่ก็ไม่มีใครรู้
เอาเข้าจริง ร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเป็น "หัวเชื้อ" เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงที่ตอนนี้อำพรางตนเอาไว้ก็ได้ ใครจะรู้
ที่แน่ๆ สงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย ก็ไม่ละเลยโอกาสที่จะต่อรองให้ครอบคลุมถึงเหตุการณ์ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 เหมือนเมื่อครั้งที่ ทักษิณ เคยป่าวร้องให้มวลชนคนเสื้อแดงบีบบี้รัฐบาลให้เลิกทุกอย่างเพื่อให้ไปอยู่ตรงจุดนั้นมาแล้วช่วงสงกรานต์
เลิกทุกอย่างแล้วไปเริ่มกันใหม่ ...ทักษิณ อยากได้อย่างนั้น
แล้วพรรคเพื่อไทยจะไม่ต้องการให้เป็นไปอย่างนั้นหรือ จะเอาแค่เพียงว่า นิรโทษกรรมเฉพาะเสื้อแดง เสื้อเหลืองแค่นั้นหรือ
คำถามเหล่านี้จะยังคงเอ็ดอึงต่อไป ตราบใดที่กระแสข่าวที่ร่ำลือ ที่ว่ามี "ผู้มีบารมีแห่งอีสาน" ดอดเดินทางไปต่างประเทศในช่วงหลังวันที่ 26 กรกฎาคม
ตอนแรกลือกันหนักว่าไปสิงคโปร์ ไม่นานจากนั้นก็ลือกันว่า "ดูไบ" ต่างหาก
จะไปอวยพรวันเกิดของอดีตผู้นำที่ต้องระเหเร่ร่อนในต่างแดนหรืออย่างไรไม่อาจรู้ได้
แต่การกลับมาหลังจากนั้น เหตุการณ์หลายอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไป
ท่าทีของอดีตผู้นำ ไม่ว่าจะผ่านการโฟนอิน หรือ ระบายลงใน ทวิตเตอร์ ดูจะพยายามพูดถึงความปรองดอง การสมานฉันท์ เลิกแบ่งแยกสี แบ่งแยกเสื้อ
บทพูดอาจจะเคร่งครัดเกินไป จึงมีหลุดบ้างในบางจังหวะที่ความคับแค้นมันประดัง อดไม่ได้ที่จะพูดถึงชะตากรรมตัวเองและคดีความที่ไม่อาจยอมรับกระบวนการยุติธรรมในแผ่นดินเกิด
ถ้าข่าวลือที่ว่ามีการพบปะกันระหว่าง "อดีตนาย" กับ "บ่าวผู้เปลี่ยนแปร" เป็นจริง เรื่องราวนิรโทษกรรมย่อมไม่มีเพียงแค่ภาพที่เห็นเช่นทุกวันนี้
ใช่ไหม สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการใหญ่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เทพประทาน
ก่อนหน้านี้เคยบอกว่า "ไม่มีเขาเราไม่ได้เป็นรัฐบาล" แล้ววันนี้ล่ะ เช็ก "เขา" แล้วหรือยัง
ในสถานการณ์ที่ขั้วใหม่เกิดยาก และประชาธิปัตย์กำลังปะทะกับสารพัดมรสุม ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ แม้กระทั่งเรื่องทุจริต
เมื่อใหญ่เองไม่ได้ การแสวงหาทางเลือกอื่น ย่อมเป็นคุณสมบัติของผู้มองการณ์ไกล
ส่วนบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร คนที่มีอำนาจ คือ คนที่จะให้คำตัดสิน !
ศรายุทธ สายคำมี สมถวิล เทพสวัสดิ์



