
ยามเมื่อกระแสชาตินิยมขวาจัดพัดหวน
เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย ..บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะในศึกชิงทำเนียบขาว ได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของแดนดินถิ่นอินทรีผยอง แทนที่มะกันชน นักวิชาการ นักคิดนักเขียนและสื่อยักษ์ใหญ่ยักษ์แคระในทวีปเก่ายุโรปและทวีปใหม่อเมริกาจะพูดถึงอนาคตของประเทศมหาอำนาจแห่งนี้ว่าจะเป็นเช่นไร กลับพร้อมใจกันพูดแต่เรื่องความพ่ายแพ้ของกระแสโลกาภิวัตน์ การฟื้นคืนชีพของขบวนการขวาจัดคลั่งผิวขาว สื่อหลายสื่อถึงกับตีขลุมพาดหัวข่าวว่า การฟื้นคืนชีพของระบอบนาซี-ฟาสซิสต์ ที่จะกลับมาครองเมืองครองยุโรปและอาจจะข้ามมหาสมุทรไปครองอเมริกาด้วย หรือตั้งคำถามว่า หมายถึงการตายของสหภาพยุโรป (อียู) หรือไม่ และระบอบนี้จะลามไปทั่วโลกหรือไม่
ขณะเดียวกันนักประวัติศาสตร์ยุโรปก็เริ่มตั้งวงถกเถียงกันว่า การที่ เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีแห่งแดนผู้ดีอังกฤษ พ่ายประชามติให้ถอนตัวออกจากอียู จากการปลุกกระแสของกลุ่มชาตินิยมขวาจัดในประเทศ หรือ การที่พรรคขวาจัดในหลายประเทศเกือบทั่วยุโรปได้รับชัยชนะจนมีสิทธิมีเสียงในการจัดตั้งรัฐบาล อาทิ พรรคประชาชนแดนนิชในเดนมาร์ก ที่มีนโยบายต้องการให้ยุโรปมีมาตรการเข้มงวดกับผู้อพยพ มีที่นั่งในรัฐสภามากขึ้นกระทั่งประธานาธิบดีต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากพรรคนี้เป็นครั้งแรก หรือกรณีพรรคทางเลือกใหม่เพื่อเยอรมนีในเยอรมนี พรรคเสรีภาพในเนเธอร์แลนด์ พรรคแนวร่วมแห่งชาติในฝรั่งเศส ต่างได้คะแนนเสียงมากขึ้น เช่นเดียวกับพรรคประชาชนสวิสในสวิตเซอร์แลนด์ และพรรคสันนิบาตตอนเหนือในอิตาลี
ขณะเดียวกัน ผู้นำพรรคชาตินิยมฟินน์ในฟินแลนด์ ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศหลังจากเข้าร่วมในรัฐบาลผสมเมื่อปีที่แล้ว ด้านฮังการี พรรคจ็อบบิต พรรคขวาจัด ได้ที่นั่งมากเป็นอันดับ 3 พรรคนี้ได้ตั้งกลุ่ม "การ์ดชาวฮังการี” ซึ่งสวมเครื่องแบบแม้จะไม่ติดอาวุธไปคอยลาดตระเวนใกล้ชุมชนของพวกโรมาหรือยิปซี ที่ถือเป็นชนกลุ่มน้อยตลอดกาล
ที่น่าจับตามองอีกประเทศหนึ่ง ก็คือ ออสเตรีย เป็นครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พรรคฟรีดอมปาร์ตี้ ที่มีนโยบายขวาจัดและต่อต้านผู้อพยพ ได้จัดตั้งรัฐบาลแทนพรรคใหญ่ที่เดินสายกลาง 2 พรรค ที่พ่ายเลือกตั้งหมดรูป ขณะที่ นอร์เบิร์ต โฮเฟอร์ หัวหน้าพรรคนี้ อาจมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีขวาจัดคนแรกในอียูจากการเลือกตั้งใหม่ในเดือนธันวาคมนี้ หลังจากศาลสูงสุดตัดสินให้การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมเป็นโมฆะ อันเนื่องจากการเลือกตั้งทางไปรษณีย์ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและหน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่จัดการเลือกตั้งอย่างไม่เหมาะสม
ยิ่งถ้ามองแนวโน้มการเลือกตั้งในเยอรมนีและฝรั่งเศสที่จะมีขึ้นในปีหน้า โดยมีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างมากว่า นางอังเกลา แมร์เคิล ที่สวมหัวโขนนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกมานาน 11 ปี อาจจะเดินตามรอยนางฮิลลารี คลินตัน ที่แพ้หมดรูปในศึกชิงทำเนียบขาว จนอาจหมดโอกาสที่จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลต่อเป็นสมัยที่ 4 อันเนื่องจากประชาชนไม่เห็นด้วยกับนโยบายเปิดรับผู้อพยพแทบจะเสรีของเธอ หรือการที่พรรคขวาจัดฝรั่งเศสที่ต่อต้านผู้อพยพมีโอกาสชนะเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมปีหน้า ไม่ว่าจะส่ง ฟรองซัวส์ ฟิญง อดีตนายกรัฐมนตรีสมัยอดีตประธานาธิบดีนิโกลา ซาร์โกซีหรืออแลง จุปเป อดีตนายกรัฐมนตรีสมัยอดีตประธานาธิบดีฌาค ชีรัค เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ตาม
จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้นักประวัติศาสตร์และนักวิจารณ์หลายสำนักต่างถกเถียงกันถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาว่า จะเหมือนหรือต่างกับยุคที่กระแสคลั่งชาติขวาจัดครองยุโรปในช่วงทศวรรษ 1930 หรือราวพ.ศ.2473 จนท้ายสุดนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2
การโต้เถียงกันนี้ พลอยทำให้หนังสือเรื่อง “It Can't Happen Here” แต่งโดย ซินแคลร์ ลูอิส ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1935 หรือราว 80 ปีที่แล้ว ที่สะท้อนภาพเหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในยุคมืดหรือยุคที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 20 กลับมาเป็นหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์ทางออนไลน์อีกครั้งในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา โดยเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของนักปลุกระดมชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ บัซซ์ วินดริป ที่จับพลัดจับผลูชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ จากการให้สัญญาว่าจะปรับเปลี่ยนประเทศที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและอยู่ภายใต้แรงกดดันต่างๆ ให้เป็นประเทศที่ปลอดภัยน่าภูมิใจและมั่งคั่งอีกครั้ง ทั้งๆ ที่นักข่าวคนหนึ่งพยายามเปิดโปงว่า วินดริปเป็นคนไร้การศึกษา โกหกหน้าด้านๆ จนจับโกหกได้ง่ายๆ และแนวคิดนั้นก็แสนจะไร้สาระ แต่ก็สู้กระแสชาตินิยมสุดโต่งไม่ได้
หนึ่งในประเด็นที่นักประวัติศาสตร์หลายสำนักมีความห็นหลากหลายก็คือประเด็นที่ว่า สมควรจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไปเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่นาซีและฟาสซิสต์ครองยยุโรปหรือไม่
“เรากำลังเผชิญกับช่วงของความหายนะอย่างฉับพลันและรุนแรงมาก” ไซมอน สชามา นักเขียนและผู้จัดรายการวิทยุชื่อดังของอังกฤษให้ความเห็น พร้อมกับย้ำว่า ฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจผ่านการเลือกตั้งเช่นกัน
ขณะที่ แอนโทนี บีเวอร์ นักเขียนแนวประวัติศาสตร์ยุโรประดับเบสต์เซลเลอร์อีกคนหนึ่ง ชี้ว่า "เป็นเรื่องง่ายเกินไปสำหรับบรรดากระต่ายตื่นตูมที่จะเต้นตามเพลงของนักเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ที่ขี้เกียจ”
กระนั้นหลายคนก็มองว่า ทั้งสองเหตุการณ์ก็มีส่วนคล้ายคลึงกันหลายประการ อันดับแรกก็คือ มองว่าเป็นข่าวร้าย กระแสชาตินิยมสุดโต่งในยุโรปในช่วงทศวรรษ 1930 เริ่มจากภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งมีชนวนมาจากตลาดหุ้นวอลล์สตรีทล้มครืนในปี 1929 เช่นเดียวกับที่เกิดวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ หรือวิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพหรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เมื่อปี 2008 และการแก้ไขวิกฤติการณ์ในทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ก็คล้ายกันมาก นั่นก็คือ หาแพะรับบาป ส่วนใหญ่โทษเหมือนๆ กันว่า ต้นเหตุมาจากชาวต่างชาติหรือชาวยิว และจากอุดมการณ์การเมือง ในช่วงนั้นก็คือลัทธิคอมมิวนิสต์ ในปัจจุบันก็คืออิสลามสุดโต่ง
ปาสกาล บลังชาร์ด นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเขียนหนังสือในยุคนั้นว่า ช่วงทศวรรษ 1930 เป็นจุดกำเนิดของ "โลกาภิวัตน์” ที่สร้างความกังวลทั้งวัฒนธรรมและเศรษฐกิจแบบเดียวกันดังที่เห็นในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นโลกไร้พรมแดน โดยกลุ่มชาตินิยมขวาจัดพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการฟื้นลัทธิกีดกันการค้าเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของประเทศด้วยมาตรการทางภาษี จนกลายเป็นชนวนสงครามการค้าขึ้นในภายหลัง
บลังชาร์ด ผู้เขียนเรื่อง “The 1930s Are Back" ย้ำว่า ไม่ได้ทำนายว่าจะเกิดสงครามโลกขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ยังมองในแง่ดีมากเกินไปเกี่ยวกับความเข้มแข็งของสถาบันระดับโลกต่างๆ อย่างอียู ยามเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์คล้ายๆ กัน
“ช่วงเวลาก็ไม่เหมือนกัน เหตุการณ์ก็ไม่เหมือนกัน แต่ปฏิกิริยากลับเหมือนกันได้อย่างไร” ที่สำคัญก็คือ “ชนวนของเหตุการณ์ก็ไม่มีอะไรใหม่ ไม่ว่าจะในบริบทหรือในเหตุผลว่า ทำไมคนเหล่านี้จึงมีอำนาจหรือทำไมประชาชนถึงยอมให้พวกเขาขึ้นมามีอำนาจ”
นักประวัติศาสตร์ชาตินิยมจ๋าบางรายไม่วายลากรัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้องว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน อยากจะฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซียขึ้นมาใหม่ จึงวางแผนจะสร้างยุคแห่งความหวาดกลัวขึ้นมาอีกครั้ง แต่นักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งโต้ว่า ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปเช่นนั้น
เอียน เคอร์ชอว์ ซึ่งเคยวิจัยเรื่องความรุ่งโรจน์ของฮิตเลอร์ ให้ข้อสังเกตระหว่างทำวิจัยชิ้นใหม่ว่าด้วยยุโรประหว่างปี 1914-1949 ว่า การคืนชีพของขบวนการชาตินิยมขวาจัดสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กับสมัยนี้มีอะไรคล้ายคลึงกันมาก "จนขนหัวลุกชันเลย” แต่ก็ไม่เชื่อว่ายุโรปจะหวนกลับไปสู่ยุคมืดอีกครั้งเหมือนเมื่อปี 1930 เนื่องจากยังมีบริบทแตกต่างกันมากพอควร
สิ่งหนึ่งที่ต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือ บทบาทของเยอรมนี ซึ่งขณะนี้เปรียบเสมือนเสาหลักของประชาธิปไตย ที่ยึดมั่นในสันติภาพ โดยเฉพาะการเป็นเสาหลักในการประกันเสถียรภาพของสหภาพยุโรป ซึ่ง ริชาร์ด โอเวลี ผู้เขียนเรื่อง “The Morbid Age: Britain Between the Wars” ก็เห็นด้วยว่า “เราไม่ควรนำโลกในอดีตมาเปรียบเทียบกับโลกในปัจจุบันที่ลงหลักปักฐาน มั่นคงแล้ว ไม่ใช่อยู่ในยุคล่าอาณานิคม หนำซ้ำประเทศตะวันตกก็มั่งคั่งกว่าในอดีต...ไม่มีควันสงครามลอยกรุ่น การเมืองโดยประชาชนก็พัฒนาและมีเสถียรภาพมากในทุกที่ นี่จึงทำให้ภาพประวัติศาสตร์ในยุคนี้กับในช่วงทศวรรษ 1930 ไม่อาจนำมาเทียบกันได้”
ท้ายสุด นอม ชอมสกี นักภาษาศาสตร์ นักปรัชญา และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ทรงอิทธิพลมองว่า ถ้าดูจากผลการเลือกตั้งในออสเตรียและเยอรมนี เชื่อว่า ทั้ง 2 ประเทศจะไม่ก้าวไปสู่ช่วงประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นเหมือนในช่วงทศวรรษ 1930 หรือนัยหนึ่งก็คือ โลกไม่ควรจะตื่นตระหนกเหมือนกระต่ายตื่นตูมว่าสงครามอาจจะอุบัติขึ้นอีกครั้งจากความเฟื่องฟูอีกครั้งของขบวนการชาตินิยมในยุโรปและอเมริกา แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจปล่อยให้กระแสชาตินิยมขวาจัดทำอะไรตามใจชอบเหมือนกับคราวนิ่งดูดายให้ฮิตเลอร์สังหารหมู่ชาวยิว กว่าจะรู้เท่าทันทุกอย่างก็สายเกินการณ์ไปแล้ว



