ข่าว

ตามรอยพ่อ ร่วมแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้

ตามรอยพ่อ ร่วมแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้

27 พ.ย. 2559

เยาวชนไทยใช้หลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” ปันน้ำใจเพื่อส่วนรวม

    “เศรษฐกิจพอเพียง” ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ชี้ให้เห็นถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ประกอบด้วยหัวใจหลัก 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และภูมิคุ้มกัน ที่จะทำให้จิตใจเข้มแข็งยอมรับได้ทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ตามรอยพ่อ ร่วมแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้

     “น้องพีท” อรณ พีท ยนตรรักษ์ นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนนานาชาติ ฮาร์โรว์ เล่าว่า จากคำสอนที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีความเป็นอยู่แบบพอเพียงและยั่งยืน ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการปลูกผักปลอดสารพิษ และการริเริ่มโครงการอาหารกลางวันให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนในแถบจังหวัดภาคอีสาน ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงให้ชาวบ้านให้รู้จักพึ่งพาตัวเอง 

     "ผมโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ด้วยความที่ครอบครัวของเราค่อนข้างสมถะ คุณพ่อคุณแม่มีที่ดินอยู่ที่ อ.ปากช่อง ทุกวันหยุดสัปดาห์เราจะไปพักผ่อนที่นั่น ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน และเด็กๆ ต่างจังหวัด สะท้อนมาที่ตัวเรา เด็กๆ ทุกคนใส่เสื้อผ้าเก่าๆ รองเท้าขาด เดินเท้าไปโรงเรียนทุกวัน ที่สำคัญเด็กส่วนใหญ่จะป่วยเป็นโรคขาดสารอาหาร เนื่องจากต้องกินอาหารที่หาได้ในท้องถิ่น เมื่อเห็นแบบนั้นเลยทำให้ผมและพี่สาวอยากแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้เด็กเหล่านั้น เราเริ่มต้นจากการเก็บออมเงินค่าขนมไปซื้ออุปกรณ์การเรียน ของเล่น และขนมมาแจกเด็กๆ ซึ่งทุกครั้งที่เรานำสิ่งของไปบริจาคเราจะได้เห็นรอยยิ้มของทุกคน มันเป็นรางวัลที่สวยงามมากสำหรับผมกับพี่สาว" น้องพีท ย้อนเล่าเรื่องราว

ตามรอยพ่อ ร่วมแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้ การเลี้ยงไก่ไข่

      น้องพีท เล่าต่อว่า ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ปลูกผักปลอดสารพิษไว้กินในครอบครัว ตนเองกับพี่สาวจึงคิดกันว่าน่าจะนำผักที่ปลูกมาขาย เพื่อนำเงินมาตั้งเป็นกองทุนไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ในต่างหวัด จึงรวมตัวกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนที่มีหัวใจจิตอาสา ตั้งกลุ่ม LIONHEART ขึ้น

ตามรอยพ่อ ร่วมแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้  โครงการอาหารกลางวัน เพื่อเด็กๆ ในโรงเรียนยากจน

       “7 ปีแล้ว ที่เราเดินตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว เวลาเราไปเยี่ยมโรงเรียนขนาดเล็กในหมู่บ้านหลายแห่งทำให้เห็นถึงปัญหามากมาย โดยเฉพาะอาหารกลางวันที่เด็กๆ กินที่โรงเรียน ซึ่งคงไม่เพียงพอต่อเด็กวัยที่กำลังเจริญเติบโต เนื่องจากขาดงบประมาณ ชาวบ้านจึงต้องช่วยๆ กันเอาพืชผักสวนครัวที่มีตามบ้านมาให้ครูประกอบอาหารให้เด็กๆ รับประทาน สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนั้นจุดประกายให้ผมและพี่สาวจัดตั้ง “โครงการอาหารกลางวัน” เพื่อเด็กๆ ในโรงเรียนยากจนต่างๆ ขึ้นในปี 2012 โดยเริ่มหาทุนจากผักปลอดสารที่เราปลูกเป็นงานอดิเรก เราขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่เอาไปขายที่โรงเรียน และที่ต่างๆ และนำรายได้ไปเป็นทุนเริ่มต้นในการเริ่มโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนแห่งแรก โดยให้มีการเลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ เลี้ยงจิ้งหรีด เพาะเห็ด ปลูกพืชผักปลอดสาร เพื่อนำผลผลิตมาเสริมประกอบอาหารกลางวันให้เด็กๆ กินอย่างพอเพียง ไม่ต้องพึ่งพาแต่งบประมาณของทางการเพียงอย่างเดียว ส่วนผลผลิตที่เหลือสามารถขายนำรายได้มาเป็นทุนหมุนเวียนให้แก่โครงการต่อไป เมื่อประสบผลสำเร็จดีจนโรงเรียนนั้นๆ สามารถยืนด้วยตัวเองได้แล้วก็จะเริ่มทำที่อื่นๆ ต่อไป ปัจจุบันสามารถช่วยโรงเรียนไปได้แล้ว 7-8 โรงเรียน” 

   ด้าน คมสันต์ ขุมกระโทก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังโรงใหญ่สามัคคี เปิดเผยว่า ได้รับความอนุเคราะห์จากน้องพีทและพี่สาวในการริเริ่มรวมทั้งสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการโครงการอาหารกลางวัน ทำให้โรงเรียนมีอาหารกลางวันเสริมกับงบประมาณที่ทางราชการจัดสรรให้ ส่งผลให้นักเรียนมีโภชนาการสมบูรณ์ แข็งแรง ส่วนผลผลิตที่เหลือทางโรงเรียนได้ฝึกให้นักเรียนเป็นผู้จำหน่าย เงินที่ได้นำมาเป็นทุนหมุนเวียนดำเนินการต่อและต่อยอดกิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้มีความยั่งยืนต่อไป

     “เมื่อมาย้อนคิดดู ทำให้พวกเราเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีสายพระเนตรยาวไกลจริงๆ และแนวพระราชดำริของท่านไม่เคยล้าสมัย ก่อให้เกิดผลต่อชาวบ้านยากจนอย่างแท้จริง จากอดีตถึงปัจจุบันผมทำงานจิตอาสาตามคำสอนของในหลวงมา 7 ปีแล้ว รู้สึกซาบซึ้งในความห่วงใยและความรักที่ท่านมีต่อประชาชนของท่านอย่างมาก โดยเฉพาะชาวบ้านยากจน พวกเราตั้งใจว่าจะเดินตามรอยเท้าท่านเพื่อเป็นการระลึกถึงพระองค์ท่านเสมอ และตลอดไป” ผอ.ร.ร.บ้านวังโรงใหญ่สามัคคีกล่าวทิ้งท้าย