
ช่วยกันคิด ช่วยกันเดินตามรอยพ่อ
บรรยากาศประชาชนเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพเนืองแน่น ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
วันที่ 25 พ.ย.สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 24พ.ย. หลังสำนักพระราชวัง ปิดการเข้ากราบสักการะพระบรมศพสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ในเวลา 22.11 น. จากกำหนดเวลาเดิม 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนรอคิวเข้าพระบรมมหาราชวังที่บริเวณมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 40,252 คน รวม 27 วัน มียอดสะสม 870,312 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,970,888.25 บาท รวม 27วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 65,037,150.75 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเข้ากราบสักการะพระบรมศพ และแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลดุลยเดชในวันนี้ มีการเปิดให้ประชาชนเข้าไปภายในสนามหลวงเพื่อเข้าแถวรอตั้งแต่เวลาประมาณ 04.00 น. โดยสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนกลุ่มแรกเข้าสักการะพระบรมศพ ในพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรีในเวลา 05.00 น. ก่อนจะเปลี่ยนให้ไปเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ในเวลา 08.30 น.เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วทางประตูวิเศษไชยศรี ตลอดทั้งวันมีพสกนิกรจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ พร้อมใจเดินทางมาอย่างไม่สายด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
น.ส.เยาวพา ทองกระจ่าง หัวหน้าศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดพุทธ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ที่วันนี้นำเด็กนักเรียนของศูนย์ฯ วัยเตรียมอนุบาล อายุ 2 -4 ขวบ จำนวน 20 คน และครูอีก 4 คนมาเป็นจิตอาสาเดินแจกโบว์สีดำที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาให้แก่ผู้ที่มาร่วมแสดงความอาลัยบริเวณท้องสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง กล่าวว่า โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในแต่ละวันจะมีการบ่มเพาะนิสัยของเด็กให้เป็นคนมีระเบียบวินัย อีกทั้งปลูกฝังเรื่องการทำความดี มีความกตัญญู ด้วยหวังให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีโครงการเดินตามรอยพ่อ สอนให้เด็กๆ เล่นของเล่นที่หาได้ในโรงเรียน อย่าง ดิน ท่อนไม้ นำมาประดิษฐ์เป็นของเล่นโดยไม่จำเป็นต้องซื้อหาในราคาแพง หรืออย่างวันนี้เด็กๆ สวมหมวกแก๊ปที่ประดิษฐ์จากกล่องนมโรงเรียน เด็กๆ จะได้เรียนรู้เรื่องความประหยัดและใช้ชีวิตแบบพอเพียง ซึ่งหลังจากเดินแจกโบว์สีดำเสร็จแล้วจะพาน้องๆ เที่ยววัดพระแก้วด้วย
นางมณีรัตน์ โอคุยาม่า อายุ 34 ปี เดินทางมาพร้อมกับน้องสาว น.ส.ดวงหทัย ภูมิภาค อายุ 27 ปี กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าด้วยความอาลัย ว่าแต่งงานกับชาวญี่ปุ่นและเดินทางไปอยู่กับสามีที่จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น วันนี้อยากมากราบสักการะพระบรมศพสักครั้งในชีวิตจึงเดินทางกลับมาเมืองไทยและมากราบสักการะพระบรมศพ ตามที่ตั้งใจไว้
“รักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาก พระองค์ท่านรักประชาชน ที่ผ่านมาเห็นภาพพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กไม่เคยได้มีโอกาสรับเสด็จฯ ไม่เคยได้ใกล้ชิดเลยแต่ก็ผูกพันในฐานะคนไทยธรรมดาคนหนึ่ง พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย พระราชดำรัสในโอกาสต่าง ๆ ของพระองค์สามารถนำมาใช้ได้ ท่านทรงเป็นแบบอย่างในทุกๆเรื่อง สำหรัตัวเองนั้นได้ยึดหลักความพอเพียง อดทน และความกตัญญู อยากให้คนไทยทุกคนดำเนินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 และรักสามัคคีกัน อะไรที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ให้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ” นางมณีรัตน์ กล่าว
ด้าน น.ส. สุจินดา ชัยทอง และนางทัศวรรณ เชื่อเมือง อาจารย์โรงเรียนสวัสรัตนาภิมุข จ.ตรัง เดินทางมาพร้อมเพื่อนครูร่วม 40 คน โดยออกเดินทางจากจังหวัดตรังตั้งแต่ตี 4 ของวันที่ 24 พฤศจิกายน และมาพักค้างคืนที่กรุงเทพฯ ก่อนมาเข้าแถวรอตอนตี 3 เผยว่า เมื่อมาถึงบริเวณสนามหลวงมีคนมาเข้าแถวรอกันเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะตั้งใจอย่างยิ่งที่จะได้มีโอกาสเข้ากราบสักการะพระบรมศพสักครั้งในชีวิต ระหว่างต่อแถวอยู่เพื่อนเกิดเป็นลม มีเจ้าหน้าที่เข้ามาให้การดูแลและพาไปที่กองอำนวยการ ได้รับบริการดีมาก มีการส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในแต่ละจุด แต่ก็ไม่ทอดทิ้งจากตั้งแต่ต่อแถวรอจนส่งให้เราได้ขึ้นกราบสักการะเรียบร้อย รู้สึกประทับใจมาก เราเองก็ไม่เสียโอกาส เพราะด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงงานเพื่อประชาชนมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ท่าน และด้วยประกอบอาชีพครู เป็นข้าราชการเป็นข้าของแผ่นดิน สามารถตอบแทนพระองค์ด้วยการตั้งจิตที่จะทำหน้าที่ของความเป็นครูให้ดีที่สุด มีจรรยาบรรณ เวลาใส่ชุดข้าราชการเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และไม่กล้าที่จะกระทำนอกลู่นอกทางหรือใช้เวลาราชการในการทำธุระส่วนตัว เพราะเราตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทุ่มเทเรื่องการเรียนการสอนเพื่อนักเรียนก่อนประโยชน์ของตน
ขณะที่ นายจตุพงษ์-นางปารัตน์ญา ศิริรัตน์ ชาว อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เดินทางจากบ้านพร้อมด้วยลูกสาววัย 5 ขวบ ตั้งแต่เที่ยงคืน กล่าวว่า มาถึงก็ต่อแถวทันทีช่วงก่อนตร 3 และได้เข้ากราบตอน 7 โมงถือว่าเป็นช่วงเวลารอไม่นานมาก แม้มีลูกน้อยมาด้วยก็ไม่งอแงเลย อีกทั้งได้เตรียมตัวมาอย่างดีจากการฟังข่าวทั้งเรื่องของการแต่งกายและการปฏบัติตัวตามกฎระเบียบเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เพราะตั้งใจอยากมากราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย โดยพาลูกสาวมาด้วย แม้ลูกจะไม่ทันเห็นช่วงที่พระองค์ทรงงานหนัก แต่ก็ถ่ายทอดเรื่องราวของพระองค์ผ่านการบอกเล่า และดูแอนนิเมชั่นเรื่องพระมหาชนก พร้อมสอนลูกเรื่องความเพียรและความอดทนควบคู่ไปด้วย รวมถึงสอนให้เด็กรุ่นใหม่รู้รักสามัคคี รู้จักหน้าที่ของตัวเอง ประหยัดอดออม และมีธรรมะในใจสวดมนต์ก่อนนอนด้วย



