
คอลัมน์ สวัสดีเศรษฐกิจ
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
เมื่อปรากฏข่าวอีกครั้งว่า ผู้ประกอบการระบุว่าโอกาสการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ปีหน้าอาจไม่สดใส การขายบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ หรือคอนโดมิเนียม จะทำได้ยากเพราะถึงขายได้แต่ถ้าคนซื้อไปขอสินเชื่อ แต่ไม่ผ่าน หรือกู้ได้น้อยกว่ายอดที่จะโอน มันก็ไปต่อไม่ได้ จึงเตรียมขอพบธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้พิจารณาลดเงื่อนไข หรือส่งสัญญาณ หรือสั่งการมายังเครดิตบูโร หรือออกคำสั่งให้เก็บประวัติการก่อหนี้และการชำระหนี้ของลูกค้าเพียงหนึ่งปีก็พอ ไม่ต้องมีข้อมูลถึงสามปีตามมาตรฐานสากล
พร้อมบอกว่า ผู้ประกอบการจะพลาดเป้าหมายรายได้เพราะปัญหาลูกค้าถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน (Reject) ที่อยู่ในอัตราสูง บางบริษัทอัตราถูกปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นเกิน 50% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยมีมาก่อน จากนั้นได้ระบุถึงการปลดล็อก “เครดิตบูโร” เนื่องจากผู้ที่ “ติดเครดิตบูโร” มีมากหลักแสนราย เพื่อให้กลับมาซื้อที่อยู่อาศัยได้จะช่วยดูดซับสินค้าในตลาดได้ระดับหนึ่ง ผมจึงมีหน้าที่บอกอีกครั้งว่า
1.สิ่งที่คิดนั้นอาจเป็นการทำร้ายประเทศ เพราะเราถูกประเมินด้วยมาตรฐานความลึกของข้อมูลเครดิตในหัวข้อการเข้าถึงสินเชื่อที่สำรวจโดยธนาคารโลก ซึ่งไทยเราเพิ่งจะได้คะแนนเพิ่มเป็น 7 เต็ม 8 คะแนนมาเมื่อเดือนตุลาคม 2559 ถ้าเราทำอย่างท่านว่า คะแนนก็หายไปครับ
2.มาตรฐานที่ท่านขอให้พิจารณา มีหลักวิชาการตรงไหนอย่างไร จะทำอะไร ต้องใช้วิทยาศาสตร์ครับ
3.เรื่องที่บอกว่าติดเครดิตบูโร ผมก็ต้องเรียนว่า เครดิตบูโรเก็บข้อมูลลูกค้าของสถาบันการเงินที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อมาเข้าระบบตามที่สถาบันการเงินหรือบริษัทที่เป็นสมาชิกส่งให้เท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) อย่างที่เข้าใจผิดกัน
4.ผมขอบอกจากใจอีกครั้งว่าจริงๆ แล้ว Blacklist หรือติดเครดิตบูโร คือความรู้สึกของตัวเราเองกับสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นผลร้าย สิ่งที่เป็นผลเสียต่อตัวเรา เป็นสิ่งตัวเราเองไม่อยากให้ใครเขารู้-เขาเห็น ยิ่งเป็นคนที่เรากำลังพิจารณาเรื่องของเรา คนที่กำลังพิจารณาว่าจะให้-ไม่ให้อะไรที่เราขอ คนที่กำลังพิจารณาให้คุณ-ให้โทษกับเรา สิ่งที่เป็นผลเสียนี้อาจเป็นสิ่งที่เราทำเองในอดีตจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม
5.เป็นสิ่งที่คนอื่น เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง มาทำให้เกิดในประวัติของเราเช่นใช้ชื่อเราไปกู้ หรือขอเราไปกู้ร่วม แล้วไม่จ่าย หวยเลยมาออกที่เรา งานเข้าที่เรา เป็นต้น คำถามสำคัญที่เราต้องตอบให้ได้ก็คือ “ใครเป็นคนทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่อาจเป็นผลร้าย สิ่งที่อาจเป็นผลเสียต่อตัวเรา ต่อประวัติของเรา” พูดง่ายๆ ใครเป็นคนทำให้เรามีประวัติไม่ค่อยดีในสมุดพกพฤติกรรมของตัวเรา หรือทำให้สมุดพกทางการเงินเราไม่สวยงาม”
แล้วยุติธรรมหรือไม่ที่เราจะไปขอให้คนกลางมาปิดตาคนทำหน้าที่ตัดสินใจหยิบเงินฝากจากผู้ฝาก เอาไปให้คนกู้ เพื่อที่คนกู้จะได้เอาเงินไปจ่ายค่าโอนบ้าน
หากอยากให้คนซื้อบ้าน ซื้อคอนโดมิเนียมกันได้ง่ายขึ้น มีภาระค่าใช้จ่ายน้อยลง ลองมองอีกมุมว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จะคิดช่วยลดราคาบ้าน ราคาคอนโดมิเนียมได้บ้างหรือไม่



