
กกต.ไม่กล้าฟัน44ส.ส.ถือหุ้นรัฐเหตุข้อมูลกก.ไต่สวนขัดมติกกต.เดิม
กกต.ชะงักไม่กล้าฟัน 44 ส.ส. ถือหุ้นรัฐ เหตุกก.ไต่สวนทำข้อมูลขัดมติที่กกต. เคยตัดสิน ส่อแววยึดหลักเดิม แล้วอ้างเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจ
(19ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ กกต. เลื่อนพิจารณากรณี 44 ส.ส.ถือหุ้น กิจการสื่อและหุ้นสัมปทานรัฐนั้น เนื่องจากคณะกรรมการไต่สวนชุดนี้ ได้ทำสำนวนที่ซึ่งมีรายละเอียดกว่า 2 ชุดที่พิจารณากรณี 16 ส.ว. และ 13 ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในส่วนของบริษัทที่อาจเข้าลักษณะบริษัทสื่อ และ บริษัทที่ถือหุ้นสัมปทานรัฐ หรือบริษัทที่ไม่เข้าลักษณะ เนื่องจากมีบางบริษัทที่ คณะกรรมการไต่สวนมีความเห็นที่ต่างไปจากเดิม ซึ่ง กกต.ได้เคยวินิจฉัยไปแล้ว ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า กรรมการไต่สวนชุดดังกล่าวได้หาข้อมูลที่ชัดเจนกว่า เพราะได้ลงไปสืบเองถึงการถือครองทรัพย์สินของบริษัทต่างๆ
จะเห็นได้ว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดนี้ มีเวลาในการทำงานที่ค่อนข้างใช้เวลานาน เพราะคณะอนุกรรมการฯได้ขอขยายเวลากับกกต. และทุกครั้งได้อ้างเหตุผลที่ว่า เพื่อความละเอียดรอบครอบ หากกกต.จะมาเร่งให้คณะอนุกรรมการฯก็อาจจจะได้ข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน และอาจจะต้องถูกฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ กกต.จึงยอมให้ขยายเวลาตามที่อนุกรรมการไต่สวนชุดนี้ขอมาทุกครั้ง เมื่อได้ตรวจสอบ ผลการสอบสวนของคณะกรรมการไต่สวน ที่ทำขึ้นมา ปรากฏว่ามีรายละเอียดในส่วนของบริษัท ที่อาจจะเข้าข่ายบริษัทสื่อ และ บริษัทที่ถือหุ้นสัมปทานรัฐต่างไปจากที่ กกต. เคยวินิจฉัย มาแล้ว
อย่างไรก็ตามสำหรับข้อมูลที่นำมาประกอบนั้น ได้มาจากหลายแหล่ง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หน่วยงานราชการต่างๆ รวมทั้งเชิญทุกบริษัทที่มีชื่อเกี่ยวข้อง มาสอบถาม จึงได้ข้อมูลที่ค่อนข้างครบ มีเอกสารประกอบเป็นจำนวนมาก โดยมีการทำบันทึกอย่างชัดเจน และสามารถนำไปชี้แจงในชั้นศาลรัฐธรรมนูญได้ทันที ทำให้ กกต. ต้องทบทวน และไม่กล้าที่จะลงมติในทันที เพราะเห็นว่ามติที่เคยวินิจฉัยไปแล้ว นั้นบางบริษัทส่งผลให้ กกต. ต้องยกคำร้องให้กับส.ว. และ ส.ส. ที่ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว ซึ่งหากกกต. เห็นตามคณะกรรมการไต่สวนชุดนี้ก็จะอาจจะมีปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่กกต.ต้องพิจารณาให้รอบคอบ
ทั้งนี้แหล่งข่าวแจ้งว่า การที่กกต. จะตัดสินไปทางใดทางหนึ่งไม่ว่าจะเป็นยืนตามมติเดิม หรือพลิกมติ ตามความเห็นของกรรมการไต่สวนชุดนี้ จำเป็นต้องใช้ศิลปะในการบริหารจัดการให้ดี เพราะไม่ว่าจะออกทางใด ก็อาจจะมีปัญหาทางกฎหมายทั้งสิ้น แต่หากกกต. ยืนยันตามมติเดิม แม้จะถูกตำหนิว่าทำงานไม่ครบ หรือถูกฟ้องว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็สามารถที่จะไปแก้ต่างได้ว่า เป็นเรื่องของการใช้ดุลพินิจตามอำนาจของ กกต.



