
ครม.เคาะโอนเงินคนจนเริ่ม1ธ.ค.นี้
ครม.ไฟเขียวเพิ่มรายได้ให้ผู้ลงทะเบียนคนจนรายละ 1.5-3 พันบาท ใช้งบกว่า 1.2 หมื่นล้าน คาดช่วยเหลือได้ 5.4 ล้านคน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจับจ่ายมากขึ้น
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 เห็นชอบมาตรการการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้วงเงินงบประมาณ 12,750 ล้านบาท ซึ่งกำหนดคุณสมบัติต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2559 และเป็นผู้ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีในปี 2558 โดยมีการตรวจสอบสถานะบุคคลและความถูกต้องของข้อมูลในเบื้องต้นจากกรมสรรพากรและกรมการปกครองแล้ว คาดว่าจะสามารถช่วยผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ใช่เกษตรกร จำนวน 5.4 ล้านคน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ที่ประชุมครม.ได้เห็นชอบมาตรการการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการใช้จ่ายในระบบมากขึ้น ทำให้เกิดการจ่ายเงินในระบบมากขึ้น นอกจากนี้ จะมีมาตรการในช่วงปีใหม่เพื่อเร่งการใช้จ่ายและเรื่องของการท่องเที่ยวด้วย
“ไม่อยากให้ใช้คำว่าแจกเงิน แต่เป็นมาตรการที่ดำเนินการตามที่เคยมีประกาศให้มีการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังดูแลประชาชนในอาชีพอื่นนอกเหนือจากการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งจากการลงทะเบียนมีประมาณ 8 ล้านคน ตอนนี้ช่วยเกษตรกรไปแล้ว 3 ล้านคน ยังเหลือ 5 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ได้มีการตรวจสอบทางข้อกฎหมายแล้ว สามารถดำเนินการได้”นายกรัฐมนตรีกล่าว
ด้านนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เกณฑ์การช่วยเหลือกำหนดผู้มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เกินปีละ 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ (ให้เพียงครั้งเดียว) 3,000 บาทต่อคน จำนวน 3.1 ล้านคน ประมาณการวงเงินที่ใช้ 9,300 ล้านบาท ส่วนผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทต่อปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ (ให้เพียงครั้งเดียว) 1,500 บาทต่อคน จำนวน 2.3 ล้านคนประมาณการวงเงินที่ใช้ 3,450 ล้านบาท ซึ่งจะทำการโอนเงินให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ใช่เกษตรกรที่ลงทะเบียนตามโครงการฯ ไว้กับธนาคาร
ทั้งนี้ ได้จำแนกเป็น 2 กรณี ดังนี้ 1. กรณีผู้มีสิทธิ์เป็นลูกค้าของธนาคาร ให้ธนาคารโอนเข้าบัญชีของผู้มีสิทธิ์โดยตรง โดยให้ผู้มีสิทธิ์สามารถตรวจสอบเงินในบัญชีของตนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ธนาคารแจ้งการโอนเงินหากไม่มีเงินโอนเข้าบัญชีให้ไปยืนยันสิทธิ์กับธนาคารที่ได้ลงทะเบียนไว้ และหากผู้สิทธิ์มีบัญชีเงินฝากมากกว่า 1 บัญชี ธนาคารจะทำการโอนเงินเข้าในบัญชีที่มีการเคลื่อนไหวล่าสุด
2. กรณีผู้มีสิทธิ์ไม่ได้เป็นลูกค้าของธนาคาร ให้ผู้มีสิทธิ์ไปแสดงตัวและเปิดบัญชีเงินฝากที่สาขาธนาคารที่ไปลงทะเบียนตามโครงการฯ และสามารถตรวจสอบเงินในบัญชีหลังจากเปิดบัญชีภายใน 7 วัน หากไม่มีเงินโอนเข้าบัญชีให้ไปยืนยันสิทธิกับธนาคารที่ได้ลงทะเบียนไว้
“รัฐบาลจะให้ธนาคารใช้หลักเกณฑ์การโอนเงินข้างต้นเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการโอนเงินให้เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ ตามมาตรการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยด้วย โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ วันที่ 1 - 30 ธันวาคม 2559” นายณัฐพรกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังรายงานว่าในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนที่มีรายได้น้อยมีสัญญาณชะลอตัว แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราเติบโตของเศรษฐกิจยังคงมีความเปราะบาง ส่งผลให้ผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตรมีความเสี่ยงด้านรายได้เพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งในคราวประชุมครม.เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยทั้งหมดตามโครงการฯ กระทรวงคลัง จึงเห็นควรให้มีมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ใช่เกษตรกรด้วย



