ข่าว

ต่อต้าน แบบไทยๆ

ต่อต้าน แบบไทยๆ

22 พ.ย. 2559

คอลัมน์ ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

 

         ราวปี พ.ศ.2518 บรรดาคนหัวก้าวหน้าและนิสิต นักศึกษาในประเทศไทย ต่างพากันเดินขบวนครั้งใหญ่ วัตถุประสงค์ของการเดินขบวนในครั้งนั้น คือ เพื่อต่อต้านสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นทั้งหลาย กลุ่มคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พากันแต่งกายในแบบที่ถูกเรียกขานกันว่า 5 ย. กล่าวคือ สวมเสื้อยืด, สวมกางเกงยีน, ไว้ผมยาว, สะพายย่าม และสวมรองเท้ายาง เดินมุ่งหน้าไปตามห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่น ในเวลานั้นห้างที่โด่งดังที่สุดและมีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นคือ ห้างสรรพสินค้าไดมารู ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านราชประสงค์ หรือบริเวณที่เป็นเซ็นทรัลเวิลด์ในปัจจุบันนี้ 

         การประท้วงครั้งนั้น ทำให้บรรดานักวิเคราะห์และนักวิชาการส่วนใหญ่คิดกันว่า สินค้าของประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งจะเริ่มลงหลักปักฐานสร้างความเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย คงจบอนาคตในประเทศไทยไปอย่างแน่นอน

         แต่นับจากการเดินขบวนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นในครั้งนั้นเป็นต้นมา สินค้าจากญี่ปุ่นทุกประเภทที่คนไทยเคยรับรู้ว่า เป็นสินค้าลอกเลียนแบบและมีคุณภาพต่ำสู้กับสินค้าของฝรั่งทั้งหลายไม่ได้นั้น กลับเติบใหญ่สยายปีกกล้าแข็งมากขึ้น จนกระทั่งสินค้าจากฝรั่งที่เคยคุยโตโอ้อวดว่าเป็นสินค้าต้นแบบ กลับต้องแตกพ่ายเลิกกิจการยกฐานกลับบ้านเกิดเมืองนอนไปมากมายหลายประเภท

         วันนี้สังคมในประเทศไทย โดยเฉพาะในโลกอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่าในโซเชียลมีเดีย มีการรวมกลุ่มเรียกร้องระดมผู้คนให้ออกมาต่อต้านสินค้าและบริการจากกลุ่มธุรกิจในเครือซีพี ด้วยเหตุผลว่า เป็นกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาแย่งประกอบอาชีพจากผู้คนจำนวนมาก และมีการผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว โดยที่การออกมาเรียกร้องดังกล่าวได้รับการตอบรับจากกลุ่มคนในโซเชียลมีเดียมากในระดับที่น่าสนใจ แต่สินค้าและธุรกิจต่างๆ ในเครือซีพีกลับยังเติบโตก้าวหน้าไปได้เรื่อยๆ

         ผมเองเคยเสนอความเห็นไปหลายครั้งว่า การต่อต้านสินค้า ธุรกิจ และบริการในรูปแบบดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผลมากที่สุด เพราะเป็นการพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคล องค์กร ประเทศ ฯลฯ มากกว่าที่จะมุ่งแก้กันที่ระบบ ดังนั้นต่อให้สามารถดำเนินการต่อต้านจนสินค้า ธุรกิจ และงานบริการของเครือซีพีทุกชนิดต้องเลิกรากิจการไปจากประเทศไทย ก็จะยังคงมีกลุ่มธุรกิจการค้าอื่นก้าวขึ้นมาทำธุรกิจในรูปแบบเดียวกันอยู่ดี เรียกว่าเปลี่ยนจากเจ้าสัวคนที่หนึ่งไปสู่เจ้าสัวคนที่สองหรือคนที่สามไปเรื่อยๆ เท่านั้น

         หากเห็นว่าการค้าในระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก ก็ต้องแก้ไขปรับปรุงโดยที่ไม่จำเป็นต้องพุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเพื่อสร้างศัตรูเปล่าๆ สิ่งที่ต้องกระทำคือ แก้ไขกติกาหรือกฎหมายของบ้านเมืองให้ชัดเจนว่า ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีก ไม่ควรเป็นคนกลุ่มเดียวกัน หรือจะกำหนดบทบาทของผู้ประกอบการไม่ให้ขยายจนครอบงำตลาดได้ด้วยวิธีการใดๆ ก็ว่าไป ในขณะที่อีกทางหนึ่งนั้น ผู้บริโภคเองก็ต้องปรับทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคของตนเอง ต้องหันมาบริโภคสินค้าที่เป็นผลผลิตของชุมชนหรือพื้นที่ใกล้เคียง ต้องยอมรับในคุณภาพของสินค้าและบริการระดับชุมชน ต้องไม่หลงไปเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อทางการตลาด หากทำอย่างที่ว่ามานี้ได้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปต่อต้านใคร