
มอญ-กระเหรี่ยงในไทยร่วมถวายสักการะพระบรมศพ
ซาบซึ้งเมื่อครั้งหนีความทุกข์เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 9 บนแผ่นดินไทย
สาลี หงส์ทอง (ซ้ายสุด)และเพื่อนๆ
นางสาลี หงส์ทอง หรือชื่อในภาษามอญว่า “รุ่งขะเจียง” อายุ 49 ปี ชาวมอญที่หนีความทุกข์ยากเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนแผ่นดินไทย โดยตั้งรกรากทำไร่ทำนาอยู่ใน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เล่าว่าเดินทางพร้อมเพื่อนบ้านรวม 4 คนมาพักบ้านญาติที่กรุงเทพฯ เมื่อหลายวันก่อน แล้วจึงเดินทางมารอที่บริเวณท้องสนามหลวงตอนตี 4 และได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพในเวลา 10 โมงเช้า รู้สึกดีใจที่ใช้เวลารอไม่นานมาก เร็วกว่าครั้งก่อนที่มาถึงตี 3 และได้กราบพระบรมศพตอนบ่าย 2 ถึงจะเป็นคนมอญแต่ก็รักและเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ต่างจากคนไทย
"ท่านเป็นคนดี ใจดี ถ้าไม่ได้ใบบุญจากท่านป่านนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เพราะตอนที่อยู่ฝั่งพม่าชีวิตลำบากมาก อยู่เมืองไทยได้ทำไร่ทำนามีอยู่มีกิน นับเป็นบุญของตัวเองและชาวมอญทุกคน วันนี้ไม่มีท่านแล้วเสียใจมาก หากมีโอกาสตั้งใจจะเดินทางมากราบพระบรมศพท่านอีกเรื่อยๆ"
สุดี มิดยอดดอย
นายสุดี มิดยอดดอย อายุ 47 ปี ชาวกะเหรี่ยงหัวหน้าหมู่บ้าน 18 บ้านแม่เตียน ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเดินทางมาพักกันน้องชายที่กรุงเทพฯ ก่อนเดินทางมาสักการะพระบรมศพพร้อมภาพถ่ายความทรงจำในวัยเด็ก กล่าวว่าเคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตอนอายุ 13 ปี ขณะพระองค์เสด็จฯไปทอดพระเนตรไร่สลัดแก้วที่ปลูกไว้ส่งโครงการหลวง วันนี้ได้นำเหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา มีรหัส ชม.175114 ซึ่งเป็นของตกทอดจากบิดามารดาพกติดตัวไว้มาด้วย จำได้ว่าเคยรับเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตอนเล็กๆ โดยมีโอกาสเฝ้าแปลงผักสลัดแก้วของครอบครัว แต่ตอนนั้นยังสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ทำให้ต้องมีล่ามคอยแปลภาษาให้ และจดจำไม่ได้ว่าพระองค์มีรับสั่งใดกับตนบ้าง แต่เป็นความประทับใจไม่ลืมเลือน เมื่อทราบข่าวว่าพระองค์สวรรคตก็รู้สึกเสียใจมาก ที่แผ่นดินสูญเสียพ่อหลวงไป ชาวเขาในหมู่บ้านหลายคนอยากจะเดินทางมาด้วยแต่ระยะทางก็ไกล ลำบากทำได้แต่ลงนามแสดงความอาลัยที่อำเภอ ตนเองซื้อเสื้อผ้าใหม่ทั้งหมดเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพเพราะชุดชาวเขามีสีแดง เกรงว่าจะไม่สุภาพ
“ผมรักพ่อหลวงมาก ภูมิใจที่ได้เกิดในแผ่นดินท่าน ทุกวันนี้ชีวิตของคนบนยอดดอยดีขึ้นมาก แต่ก่อนมีแต่ความยากจนแต่เมื่อใช้ความพอเพียง ปลูกดอกไม้ เลี้ยงไก่ไว้กิน และปลูกผักส่งโครงการหลวงทำให้มีรายได้เดือนหนึ่งนับหมื่นบาท พ่อหลวงเหนื่อยมามากแล้วอยากให้ท่านได้พัก ตลอดชีวิตได้เห็นพระองค์เสด็จฯไปทรงงานที่ต่างๆ ทุกวัน โดยเฉพาะบนยอดดอยที่ท่านไม่รังเกียจชาวเขา มีความรักให้พวกเรา ชีวิตเราจึงดีขึ้นมีโครงการพัฒนาต่างๆมาก ถนนหนทางดีขึ้น นั่นเพราะความรักของพระองค์ และนี่เป็นสิ่งที่จะนำไปสอนคนในหมู่บ้านให้ทำความดีเช่นพระองค์” นายสุดีกล่าว



