
OVOP ต้นกำเนิดโอท็อป!
โดย - รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ
ผลิตภัณฑ์โอท็อปที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน เป็นเรื่องของการผลักดันให้แต่ละชุมชนมีผลิตภัณฑ์ของตนเอง เพื่อช่วยสร้างเสริมเศรษฐกิจครัวเรือน หรือที่เรียกกันว่า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP: One Tambol, One Product) แต่ความจริงแล้วไม่ได้หมายความว่าในตำบลหนึ่ง จะมีผลิตภัณฑ์เพียงแค่อย่างเดียวตามชื่อ
ที่มาของการทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้คิดขึ้นเองในประเทศไทย แต่ว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น ที่งเริ่มต้นโครงการ OVOP (One Village, One Product) เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ที่เมืองโออิตะ ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยผู้นำประเทศไทยได้แนวคิดนี้มาพัฒนาเป็นโอท็อป อย่างที่เห็นกันอยู่
การเริ่มต้นของ OVOP ในประเทศญี่ปุ่น เกิดจากการที่คนในเมืองโออิตะละทิ้งถิ่นฐานออกไปหากินในเมืองใหญ่ เหลือคนเฒ่าคนแก่อยู่กับบ้าน ทำให้ชีวิตชีวาของเมืองนี้ค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ประกอบกับสินค้าหลักๆ ของเมืองก็มีราคาตกต่ำ ขายได้ไม่ค่อยคุ้มทุน ทางผู้ว่าการของเมือง จึงได้คิดหาทางแก้ปัญหาโดยการพัฒนาสินค้าในชุมชนขึ้นมา ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นสินค้าเกษตร โดยมีหลักคิดใหญ่ๆ อยู่ 3 อย่างคือ
อย่างแรก ทำอย่างไรให้เกษตรกรดำรงอยู่ในวิถีเกษตรต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีและมีเกียรติ อย่างที่สองคือพยายามไม่เปลี่ยนวิถีชีวิตหรือการดำเนินธุรกิจมากนัก แต่ให้อิงอยู่บนฐานของธุรกิจเดิมเป็นหลัก และอย่างที่สามคือ เปิดโอกาสให้ทุกคน โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการสร้างธุรกิจเสริม ไม่ใช่ธุรกิจหลักหรือรายได้หลัก
ดังนั้น เป้าหมายจริงๆ ของการทำ OVOP ในประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้อยู่ที่การใช้เรื่องธุรกิจเป็นตัวนำ แต่เป็นโครงการที่สร้างกิจกรรมให้เกิดการรวมตัวกันของคนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้าน ที่จะสร้างสินค้าของชุมชนขึ้นมาเพื่อเป็นรายได้เสริม และใช้ผลิตผลเกษตรที่ตนเองมีเป็นวัตถุดิบหรือเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองให้ได้
ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์และการดำเนินงานของที่นี่ก็คือกลุ่มแม่บ้าน 10 คน ที่รวมตัวกันผลิตซอสมะเขือเทศตามสูตรหรือตำรับของตัวเอง โดยใช้มะเขือเทศสดที่ปลูกเองในไร่มาใช้เป็นวัตถุดิบซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการเพิ่มมูลค่า แต่ละคนจะร่วมทุนกันในจำนวนที่เท่าๆ กัน และร่วมแรงในการดำเนินกิจการทุกคน ไม่ใช่ลักษณะของการเข้ามาถือหุ้นอย่างเดียว
หลังจากนั้นก็จะเริ่มจากการสร้างโรงเรือนสำหรับทำซอสมะเขือเทศ ซึ่งไม่ใช่โรงงานใหญ่โตแบบอุตสาหกรรม แต่เป็นลักษณะของโรงเรือนหลังบ้าน แต่จุดเด่นอยู่ที่การคัดเลือกมะเขือเทศและใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง โดยทำในลักษณะเหมือนทำไว้กินเอง นั่นคือต้องคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้ เป็นลักษณะที่เรียกว่า Homemade ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มลูกค้าระดับบน ทำให้ซอสมะเขือเทศจากที่นี่งขายได้ในราคาสูงถึงขวดละ 8 ดอลล่าร์ ในขณะที่ซอสมะเขือเทศที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมขายเพียง 2 ดอลล่าร์
ที่สำคัญคือขายได้หมด เพราะว่าตลาดต้องการสินค้าคุณภาพสูงแบบนี้มาก ผลประกอบการแต่ละปี ทำให้สามารถสร้างรายได้มาแบ่งปันกันมากกว่าคนละ 1 ล้านบาท หลักคิดที่สำคัญคือ การทำธุรกิจนี้เป็นเพียงธุรกิจเสริมจากการปลูกมะเขือเทศ เป็นการร่วมแรงร่วมทุนอย่างเท่าเทียมกัน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตผลที่ตนเองมีอยู่ให้กลายเป็นสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นหลายเท่า เมื่อธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดีแบบนี้ ก็มีคำถามว่ามีการขยายมาตั้งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มุ่งหวังทำการผลิตเป็นอุตสาหกรรมหรือไม่
คำตอบก็คือไม่ครับ ทุกวันนี้ก็ยังดำเนินงานเป็นธุรกิจเสริมอยู่อย่างเดิม คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ



