ข่าว

อดีตผู้พิพากษาชี้ฟ้อง"เบส อรพิมพ์"ส่อวืด

อดีตผู้พิพากษาชี้ฟ้อง"เบส อรพิมพ์"ส่อวืด

20 พ.ย. 2559

  "อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา"ชี้ปมทนายแดงฟ้องนักพูด"เบส อรพิมพ์" ส่อคดีขาดอายุความ "คสช." เชื่อมีคนจ้องจุดกระแสสร้างความแตกแยก ด้าน"แกนนำนปช." ปัดอยู่เบื้องหลัง

      นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา เขียนข้อความทางเฟซบุ๊คส่วนตัว Chuchart Srisaeng ว่า ข่าวทนายความคนหนึ่งไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 ให้ดำเนินคดีแก่น้องผู้หญิงคนหนึ่งว่าหมิ่นประมาทคนอีสาน ว่า ไม่รักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช กรณีมาจากน้องผู้หญิงคนนั้น ได้รับเชิญจากนายทหารให้ไปพูดเรื่องพระราชกรณีกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชให้นักเรียนในจังหวัดมหาสารคามนับพันคนฟังในหอประชุมแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคามเมื่อต้นปีนี้

อดีตผู้พิพากษาชี้ฟ้อง"เบส อรพิมพ์"ส่อวืด
    เรื่องนี้มีขอให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ทนายความคนนั้นไปแจ้งความพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งมีหลายประการให้ละเอียดถี่ถ้วนด้วยดังต่อไปนี้ คือ 1.ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องพิจารณาข้อความที่พูดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบทั้งหมด ไม่ใช่ตัดตอนมาพิจารณาเฉพาะบางคำพูดบางตอนเท่านั้น เพราะถ้าฟังที่น้องเธอพูดทั้งหมด ย่อมเห็นได้ว่า ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาทบุคคลหนึ่งบุคคลใด 2.ในปัญหาข้อกฎหมาย 2.1 ความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 บัญญัติไว้ว่า เป็นความผิดอันยอมความได้ 2.2 เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้ที่มีอำนาจไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจต้องเป็นผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายเท่านั้น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (7) ถ้าไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจไปร้องทุกข์ 2.3 ความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้ที่ไปร้องทุกข์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ห้ามมิให้ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหา ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง 2.4 มีการพูดที่จังหวัดมหาสารคาม ถ้าการพูดนั้นเป็นความผิดก็มีการกระทำที่จังหวัดมหาสารคาม เป็นการพูดในห้องประชุมเท่านั้น ไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหรือลงในโซเชียลมีเดียอันจะถือได้ว่าเหตุเกิดทั่วราชอาณาจักรไม่ได้ เมื่อเหตุเกิดที่จังหวัดมหาสารคาม การไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในจังหวัดนนทบุรี พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 และ 2.5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บัญญัติว่า ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทําความผิด เป็นอันขาดอายุความ 
    " เรื่องนี้มีการพูดมาตั้งแต่ต้นปี และเป็นการพูดต่อหน้าเด็กนักเรียนและมีผู้ใหญ่ร่วมฟังด้วย ซึ่งต่างก็เป็นคนภาคอีสาน ถ้าเห็นว่าคำพูดของเธอเป็นการหมิ่นประมาทคนภาคอีสานก็รู้ตัวผู้พูดตั้งแต่วันนั้นแล้ว เมื่อนับตั้งแต่วันที่เธอพูด จนถึงวันที่วันที่ทนายความคนนั้นไปแจ้งความ ก็เป็นเวลาเกินสามเดือน คดีขาดอายุความแล้ว จึงไม่อาจดำเนินคดีแก่เธอได้" นายชูชาติระบุ
    พ.อ.ปิยพงษ์ กลิ่นพันธ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึง เสียงวิจารณ์การเชิญ "เบส" อรพิมพ์ รักษาผล นักพูดชื่อดัง มาบรรยายให้กำลังพลกองทัพบก โดยมีอัตราค่าตอบแทนที่สูงว่า ใครก็ตามที่มีความรู้ความสามารถเป็นวิทยากรเก่ง ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการต่างๆ กองทัพจะเชิญมาให้ความรู้กับกำลังพลเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะน้องเบสคนเดียว หากถามว่าเคยเชิญน้องเบสหรือไม่ ก็ตอบว่าเคยเชิญมาเพราะเป็นวิทยากรที่พูดโน้มน้าว สร้างความรู้สึกที่ดีมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดย คสช. ต้องปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามหน้าที่อยู่แล้ว
    พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการจ่ายค่าตอบแทนวิทยาการสูงเกินไปหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบรายละเอียด ว่าจ่ายชั่วโมงละเท่าไหร่ บางครั้งวิทยากรก็ไม่ได้เรียกค่าตอบแทนมา เพราะเขาตั้งใจมาด้วยความสมัครใจ ทั้งนี้ในส่วนของวิทยากรก็มีเรทของเขา ในส่วนของ กระทรวง ทบวง กรม ก็มีเรทของแต่ละหน่วยงาน ตามหลักการใช้งบประมาณการบริหารราชการแผ่นดิน

อดีตผู้พิพากษาชี้ฟ้อง"เบส อรพิมพ์"ส่อวืด
    “อย่าไปมองเรื่องค่าตัว แล้วมาจับผิดว่ากองทัพบกต้องจ่ายเป็นชั่วโมงละ 30,000 บาท 2 ชั่วโมงก็ 60,000 บาท เรามองเพียงว่านำวิทยากร ที่มีความรู้ความสามารถ มาบรรยายให้กับกำลังพล ที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี ขณะนี้มีกลุ่มคนจุดกระแสเพื่อนำไปสู่ความแตกแยก พอเราชี้แจงเรื่องนี้ได้ ก็พยายามบิดเบือนให้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากมองอย่างเป็นกลาง ว่าวิทยากรเขาพูดเรื่องอะไร ผมว่าตรงนั้นเป็นแก่นสารมากกว่า เพราะเขามาพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในแง่ของความจงรักภักดี ในฐานะที่เป็นคนไทยและมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องเทิดทูนและรักษาไว้” พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าว
    พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ขอให้คนไทยตั้งสติ ในการที่จะรับรู้ รับฟัง คิดวิเคราะห์ แยกแยะประเด็นที่เกิดขึ้นในโซเชียลเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา คือพูดพาดพิงพี่น้องคนไทยภาคอีสาน แต่เราต้องมาดูว่าภาพรวมเขาพูดว่าอะไร ซึ่งตนก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่สามารถที่จะบอกได้เกิดอะไรขึ้น แต่เท่าที่ได้ติดตามในการพูดเราก็มองกลางๆ ว่าเขามีความจงรักภักดี เพราะฉะนั้นเนื้อหาโดยรวมคิดว่าเขาคงพูดพาดพิงคนที่ไม่ได้จงรักภักดี ที่เป็นคนส่วนน้อย ที่ยังมีภาพการเคลื่อนไหวอยู่ในโลกโซเชียล

    นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า นปช.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อกรณีที่นายคารม พลพรกลาง ทนายความกลุ่ม นปช.ที่เข้าแจ้งความเอาผิดน.ส.อรพิมพ์ รักษาผล หรือ เบส นักพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ กรณีพูดข้อความที่มีลักษณะดูหมิ่นคนไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ทั้งนี้ เข้าใจว่านายคารมทำในนามส่วนตัว เพราะนายคารมเป็นคนภาคอีสาน อย่างไรก็ดี เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวจะไม่ขยายผล เพราะเชื่อว่าประชาชนทั่วไป หรือประชาชนในภาคอีสานมีวุฒิภาวะเพียงพอ แม้จะไม่ชอบใจต่อคำพูดของ น.ส.อรพิมพ์ แต่จะไปนำประเด็นไปปลุกระดมเพื่อโต้ตอบแน่นอน เพราะถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ส่วนบุคคลใดที่ไม่พอใจขอให้ทำความเข้าใจว่าเป็นตัวอย่างด้านลบที่ไม่ควรทำตาม
    " สิ่งที่คุณเบสท์ได้รับจากสิ่งที่ทำ เชื่อว่าเธอได้บทเรียนแล้ว ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หรือรับ ไม่รับงานมา มีผู้บอกว่าคุณเบสท์รับงานมา แต่ฉันไม่เชื่อเช่นนั้น ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายพึงสังวรณ์ด้วยว่าเกิดจากความคิดที่ไม่เหมาะสมและความมีอคติในใจ ทางแก้ไขคือต้องลบอคติที่อยู่ในใจ เพราะหากไม่ลบอคติในใจแล้ว คุณอาจเผลอพูดออกมาและเกิดปฏิริยาความไม่พอใจได้ " นางธิดา กล่าว

อดีตผู้พิพากษาชี้ฟ้อง"เบส อรพิมพ์"ส่อวืด
    นางธิดา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่เครือข่ายโซเชียลแชร์ข้อความที่ระบุว่า นปช. อยู่เบื้องหลังการขยายผลจากคำพูดของ น.ส.อรพิมพ์ เพื่อหวังกระทบความมั่นคงนั้น ไม่มีส่วนใดที่จะโยงว่า นปช. อยู่เบื้องหลังได้ เพราะนปช. ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้าง น.ส.อรพิมพ์ให้พูด ดังนั้นหากจะกล่าวหาว่าใครอยู่เบื้องหลัง ควรดูว่าใครเป็นผู้จ้าง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากคลิปวีดิโอที่เผยแพร่ ที่พบว่ามีทหารร่วมด้วยแต่ทั้งนี้ ตนไม่กล่าวหาว่าทหารเป็นผู้กระทำ