
ทำไมข้าวหอมมะลิราคาตก(2)
โดย - รศ.สมพร อิศวิลานนท์
เมื่อวันศุกร์ที่แล้วได้ทิ้งไว้ว่า ตลาดการค้าและราคาข้าวหอมมะลิและข้าวหอม มีการเปลี่ยนแปลงในด้านอุปสงค์และอุปทานเพียงเล็กน้อยที่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านราคา ทั้งนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้ครับ
1.เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวทั้งในตลาดสหรัฐอเมริกา เอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดส่งออกของข้าวหอมมะลิไทยทำให้ผู้บริโภคในตลาดดังกล่าวที่เคยนำเข้าข้าวหอมมะลิพรีเมียมจากไทยที่มีราคาสูงเปลี่ยนไปสู่การนำเข้าข้าวหอมจากแหล่งอื่นที่มีระดับราคาต่ำกว่าข้าวหอมมะลิของไทยและรวมถึงหันไปบริโภคธัญพืชชนิดอื่นๆทดแทน ทำให้อุปสงค์การนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยชะลอตัวลง และทำให้ราคาข้าวหอมมะลิส่งออกของไทยไม่สามารถยกระดับราคากลับคืนสู่ราคาเดิมในระดับ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ อีกทั้งราคาข้าวหอมของเวียดนามที่มีราคาต่ำกว่ามากได้เข้ามาแทนที่ตลาดข้าวหอมมะลิของไทย
2.หากเทียบระหว่างผู้ส่งออกกับผู้ประกอบการโรงสี ผู้ประกอบการโรงสีจะเป็นผู้สต็อกข้าวหอมมะลิโดยเฉพาะโรงสีในภาคอีสานและโรงสีบางส่วนในภาคกลาง ส่วนผู้ส่งออกนั้นจะเป็นผู้หาซื้อข้าวเมื่อตนเองได้รับคำสั่งซื้อเข้ามา การที่โรงสีต้องเป็นผู้เก็บสต็อกข้าวทำให้โรงสีมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาในตลาดส่งออกข้าวสารมากกว่าผู้ส่งออก เพราะหากต้นฤดูโรงสีซื้อข้าวไว้ในราคาหนึ่งแต่หากปลายฤดูกลับปรากฎว่าราคาข้าวไม่ปรับตัวสูงขึ้นและแถมยังมีระดับราคาลดลงอย่างมากเช่นในปัจจุบัน ผู้ประกอบการโรงสีที่เก็บข้าวย่อมประสบปัญหาจากการเก็งกำไรสต็อกข้าว ซึ่งจำนวนหนึ่งอาจประสบภาวะขาดทุนจากการเก็งกำไรดังกล่าว
อีกส่วนหนึ่งอาจจะยังไม่สามารถระบายข้าวออกได้ทำให้มีสต็อกค้างสืบเนื่องมาและไม่มีทุนเพียงพอ หรือไม่แน่ใจในการเก็บข้าวฤดูใหม่ อีกทั้งราคาข้าวที่ผู้ประกอบการโรงสีขายให้ผู้ส่งออกนั้น โรงสีไม่สามารถจะเป็นผู้กำหนดราคาขึ้นเองได้ แต่จะเป็นราคาที่หยงซึ่งเป็นนายหน้าของผู้ส่งออกส่งผ่านราคาที่ผู้ส่งออกจะรับซื้อมาเป็นราคาตลาดให้โรงสีได้ทราบ เมื่อปลายปีที่ผ่านมาราคาตลาดข้าวสารหอมมะลิที่โรงสีเคยขายข้าวให้กับผู้ส่งออกอยู่ในระดับราคา กิโลกรัมละ 24-25 บาท กลับเกิดปรากฎการณ์ที่ราคาลดลงมาอยู่ทิ่กิโลรัมละ15-17 บาทในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นับว่าเป็นระดับราคาที่ตกต่ำมากที่ผู้ส่งออกส่งสัญญาณมาในตลาดข้าวสารหอมมะลิ
3.เมื่อราคาที่ผู้ส่งออกอ้างอิงมาที่โรงสีในระดับที่ลดลง ทำให้โรงสีซึ่งจะต้องเป็นผู้ซื้อข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสาร ต้องทอนราคาส่งกลับไปที่ตลาดข้าวเปลือก สำหรับวิธีการทอนราคานั้นสามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก กล่าวถือหากราคาข้าวสารที่ผู้ส่งออกรับซื้อในราคา 16.50บาทต่อ ก.ก. หรือ 16,500 บาทต่อตัน เมื่อโรงสีรับทราบราคาจะหักต้นทุนในการสีและกำไรที่ตนเองจะได้ออกตันละประมาณ500 บาท ราคาต้นทุนข้าวสารดังกล่าวจะเท่ากับ 16,000 เมือคูณกับ อัตราการแปลงข้าวเปลือกเป็นข้าวสารในที่นี้เท่ากับ 0.62 (ข้าวเปลือก 1 ตัน สีเป็นข้าวสารได้ประมาณ 620 ก.ก.) ดังนั้น ราคาข้าวเปลือกที่โรงสีจะรับซื้อ ณ ความชื้น 15% ควรจะเป็น9,920 บาทต่อตัน หรือในที่นี้ประมาณให้ 10,000 บาทต่อตัน
ส่วนปัจจัยที่เหลือจะพูดถึงในวันศุกร์ที่ 25 พ.ย.59 นี้ ครับ!



