
เชื่อหรือไม่ "ปาหินกระพือ" เพราะสื่อชี้นำ
ไม่ใช่ข่าวใหม่! อีกแล้ว "ปาหิน" ที่อยุธยา เชียงใหม่ อ่างทอง หรือที่อื่นๆ และล่าสุดลงหน้าหนึ่งครึกโครมก็ที่ชุมพร ภาพข่าวนำเสนอพร้อมความสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตที่ปรากฏ ส่วนใหญ่เชื่อว่าเกิดจากความคึกคะนอง สุรา ยาเสพติด รวมถึง "สื่อ" ก็ถูกมองว่าเป็นอีก
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สำนักสุขภาพจิตสังคม กรมสุขภาพจิต วิเคราะห์ถึงสาเหตุของการก่ออาชญากรรมนี้ว่าน่าจะเป็นปัญหาทางสุขภาพจิต และถ้าบรรลุนิติภาวะแล้วยังทำแสดงว่าเป็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ในตัว เห็นเป็นสิ่งท้าทาย ทั้งที่รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำ ซ้ำดีกรีความรุนแรงก็มากขึ้นเรื่อยๆ ประการแรก เป็นความต้องการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ อยากเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน หรือที่เรียกว่า "โชว์ออฟ" โดยสมองส่วนหลังที่ทำหน้าที่คึกคะนอง บ้าบิ่น พัฒนาดีกว่าสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ยับยั้งชั่งใจ จึงมีพฤติกรรมไม่ดีออกมา ทำแล้วมารอดูผลงานที่บ้าน แต่เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้วเชื่อว่าจะรู้ผิดชอบชั่วดีมากขึ้น ถัดมาเกิดจาก ครอบครัวที่บกพร่องในการเลี้ยงดู เห็นลูกหลานทำผิดแต่ไม่ว่ากล่าว ซึ่งกรณีนี้ถ้าเกิดปัญหาในอนาคตพ่อแม่ก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย
และประการสุดท้าย สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสื่อก็เป็นอีกช่องทางที่เด็กเสพง่าย ไม่ว่าจะเป็นเกม อย่างข่าวที่เกิดขึ้นจริงกรณีเด็กทำร้ายคนขับแท็กซี่แล้วบอกว่าเลียนแบบมาจากเกม เรียนรู้จากสื่อทำให้รู้วิธีก่ออาชญากรรม หรือรายการทีวีที่มีการแฉเบื้องหลังอาชญากรรม แทนที่เด็กจะดูเพื่อรู้ทางป้องกัน แต่กลับเอามาใช้ก่ออาชญากรรมเสียเอง
"เวลามีการนำเสนอภาพข่าวทางสื่อต่างๆ ก็จะเกิดการเรียนรู้ของเด็ก เกิดภาวะทำแล้วได้ใจ ทำแล้วเพื่อนชื่นชม มีแต่ผลทางบวกสำหรับเขาแล้วตำรวจก็จับไม่ได้ เรื่องนี้ถ้ามีกระบวนการป้องกันที่ดีทางสังคม ก็จะรู้ว่าเด็กในชุมชนใครมีพฤติกรรมอันธพาลบ้าง การไม่ยอมรับคบค้าสมาคมด้วยต้องรณรงค์ให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ควรได้ดีถ้าทำไม่ดี ก็จะเห็นช่องทางพัฒนาพฤติกรรม
ในต่างประเทศมีกรณีคดีความล่วงเกินทางเพศ พอถูกจับได้ก็จะถูกกระบวนการทางสังคมประมาณ เช่น ติดรูปคนร้ายประจานทั่วหมู่บ้าน รวมถึงขึ้นบัญชีไว้ พอรับโทษออกมาก็จะละอายไม่อยากกลับไปทำอีก กระบวนการยุติธรรมก็ต้องเข้มข้นด้วย ถามว่าวิธีประจานให้อายเหมาะกับบ้านเราไหม ก็เป็นดาบ 2 คมนะ เพราะถ้าไม่มีพื้นที่ให้เขาอยู่เจตนาที่อยากกลับตัวเป็นคนดีจริงๆ ก็จะมีอุปสรรค และนั่นก็อาจทำให้เขากลับไปทำผิดซ้ำอีก
เพราะฉะนั้น นอกจากสื่อจะนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องสะท้อนภาพการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงด้วย อาจจะนำเสนอออกมาในแง่สะเทือนอารมณ์ ซึ่งบางรายการก็ทำอยู่ ย้ำชัดๆ ว่าถ้าคนที่เสียชีวิตเป็นคนในครอบครัวเขาจะรู้สึกอย่างไร อย่างน้อยน่าจะช่วยสร้างสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ได้ ควบคู่กับการนำเสนอมาตรการลงโทษอย่างหนักเวลาจับตัวได้ เขาจะได้เกิดความเกรงกลัว หรือมีการประณาม ก็ทำให้เขาละอายต่อบาป ก็น่าจะทำให้พฤติกรรมเลียนแบบลดลง" ผอ.สำนักสุขภาพจิตสังคม แนะ
ทั้งนี้ คุณหมอชี้ว่าครอบครัวเป็นหน่วยเล็กที่สุดที่รู้ว่าลูกๆ มีพฤติกรรมเป็นอย่างไร เรื่องจริยธรรมและความรู้ผิดชอบชั่วดี จึงสำคัญมาก ต้องปลูกฝังตั้งแต่อายุ 2 ขวบ เพราะวัยนี้เริ่มพูดคุยรู้เรื่องแล้ว หากยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งจัดการยาก จึงต้องดูแล และเฝ้าระวัง เพราะ พ่อแม่เป็นจิตแพทย์ที่ดีที่สุดของลูก แต่ถ้ายังจัดการไม่ได้ ก็ต้องยืมมือคนอื่นๆ ช่วย ไม่ว่าจะเป็นครู ปู่ย่า ตายาย ผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา และกฎหมายบ้านเมือง ถ้าสามารถกำราบได้ก็น่าจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
ขณะที่ จรินทร์ ธรรมวัฒนะ กรรมการบริหารตลาดยิ่งเจริญ มองในมุมต่างว่า สื่อไม่น่าจะใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดแก๊งปาหิน หากอยู่ที่ความคิดและวิจารณญาณของแต่ละคนมากกว่า อาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจที่กำลังแย่ ทำให้คนเกิดความเครียด จึงหาวิธีแก้เครียดด้วยการปาหิน โดยส่วนตัวเมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับกรณีนี้เพิ่มมากขึ้น ก็รู้สึกกลัว เพราะต้องเดินทางออกต่างจังหวัดบ่อยๆ ดังนั้นจึงพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจ
มาฟังความเห็นจาก "เต้" สันต์ ภิรมย์ภักดี ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า สื่อมีหน้าที่นำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อย่างถูกต้องและตรงไปตรงมา ซึ่งข่าวการปาหินที่เกิดขึ้นและนำเสนอออกไปนั้น ก็เพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสังคม สำหรับคนที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ ควรหลีกเลี่ยงการขับผ่านเส้นทางที่เคยเกิดเหตุในช่วงเวลากลางคืน และอยากฝากไปถึงตำรวจเจ้าของพื้นที่ด้วยว่าหากจับผู้ที่ก่อเหตุได้ ควรลงโทษอย่างหนักเพื่อให้หลาบจำ
สอดคล้องกับ "วิกกี้" ม.ล.วรารมณ์ ชุมพล เซเลบสาวคนดัง ที่เผยว่า ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สื่อก็ควรนำเสนอข่าวนั้นๆ ให้คนทั่วไปรับทราบ ทั้งที่เป็นข่าวดีและไม่ดี กับเหตุการณ์ปาหิน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสังคม การเสนอข่าวให้ประชาชนได้รับทราบ ก็เป็นการเตือนให้มีการป้องกันและระมัดระวังกันมากขึ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องฝากตำรวจให้เอาจริงเอาจัง หากจับคนร้ายได้ต้องลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีการลดโทษ เพื่อเป็นการ "เขียนเสือให้วัวกลัว" คนที่คิดจะทำตามจะได้ไม่กล้าและไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
สุดท้ายที่คนในแวดวงสื่อสารมวลชนอย่าง ชัยกร ใบเงิน บรรณาธิการข่าว รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" เผยมุมมองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ไม่ทำให้การทำงานยากขึ้น แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวเท่านั้นเอง ไม่ควรที่จะให้ความสำคัญกับพฤติกรรมคนในข่าวมากเกินความจำเป็น เหตุการณ์แบบนี้อาจทำให้เกิดพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ อย่างเมื่อ 2 ปีก่อน ที่มีกรณีนักศึกษากระโดดตึกฆ่าตัวตาย ซึ่งสื่อได้ลงข่าวอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 5 ราย แสดงให้เห็นว่าสื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลียนแบบ ดังนั้นสิ่งที่สื่อควรจะทำคือการนำเสนอข่าวที่เป็นเหตุการณ์จริง พร้อมๆ กับการเสนอแนะทางออกควบคู่กัน และผู้อ่านจะต้องได้รับข่าวสารรายวันเชิงวิชาการรอบด้านมากที่สุด



