ข่าว

“ศรีวราห์”ลงใต้เร่งรัดคดีระเบิด-วางเพลิง7จว.

“ศรีวราห์”ลงใต้เร่งรัดคดีระเบิด-วางเพลิง7จว.

17 พ.ย. 2559

“ศรีวราห์” รอง ผบ.ตร. ลงใต้ ติดตามผลการระดม กวาดล้างอาชญากรรม-เร่งรัดคดีระเบิด-วางเพลิง 7จว. - ส่งสำนวนคดี อับดุลกอเดร์ ระเบิดตรัง มั่นใจหลักฐาน 100% เอาผิดได้

 

          ที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559  พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วยพร้อมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดและวางเพลิง 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน เมื่อวันที่ 10-12  สิงหาคม ที่ผ่านมา เดินทางมาที่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อติดตามผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมของตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และยาเสพติดให้โทษ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดร้ายแรงหรือความผิดเกี่ยวเนื่อง โดยกำหนดให้มีการระดมกวาดล้าง ตั้งแต่วันที่ 10-16 พฤศจิกายน  โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา ที่กระทำผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อาวุธปืน และวัตถุระเบิด, คดียาเสพติด และผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่า ได้ รวม 174 คน พร้อม ยึดของกลาง อาวุธปืนหลายขนาด จำนวน 49 กระบอก กระสุนปืน 624 นัด ยาบ้า 2,081 เม็ด, ไอซ์ 132.88 กรัม, กัญชาแห้ง 3,064.17 กิโลกรัม, เฮโรอีน 2.5 กรัม, พืชกระท่อม 163.84 กิโลกรัม,น้ำกระท่อม 34.15 ลิตร และยาแก้ไอ 77 ขวด

          นอกจากนี้ยังได้ส่งสำนวนการสอบสวน คดีอาญาที่ 1222/2559 ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2559 ของ สภ.เมืองตรัง ต่อพนักงานอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 43 โดยมีความความเห็นควรสั่งฟ้อง นายอับดุลกอเดร์ สาแล๊ะ ผู้ต้องหา กับพวก ซึ่งได้กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์ที่เป็นโรงเรือนอันเป็นที่เก็บหรือทำสินค้า, ร่วมกันมีวัตถุระเบิดซึ่งใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียน ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ที่เป็นโรงเรือนอันเป็นที่เก็บหรือทำสินค้า, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และเป็นอั้งยี่” เหตุเกิดที่ ห้างลีมาร์ทซุปเปอร์ค้าส่ง ถ.หน้าสถานี ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2559 ส่วนผู้กระทำความผิดหรือคนร้ายที่ยังหลบหนีเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการประสานความร่วมมือเพื่อเร่งรัดติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี และได้เพิ่มความเข้มในมาตรการป้องกันเหตุ จึงขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้วิตกกังวลและใช้ชีวิตตามปกติ ทั้งนี้ หากมีข้อมูลหรือเบาะแสคนร้ายขอความร่วมมือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบได้ทั้งที่สถานีตำรวจ, ตำรวจภูธรจังหวัด, ตำรวจภูธรภาคหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

          เมื่อเวลา 11.00 น. พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) พร้อมคณะสืบสวนคดีระเบิดและวางเพลิง7จังหวัดภาคใต้ต้นบน เดินทาง มายัง ศาลมณฑลทหารบกที่43 เพื่อส่งสำนวนการสอบสวน คดี นายอับดุลกอเดร์ สาแล๊ะ ผู้ต้องหา คดีระเบิดและวางเพลิง 7 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานความผิด ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์ที่เป็นโรงเรือนอันเป็นที่เก็บหรือทำสินค้า, ร่วมกันมีวัตถุระเบิดซึ่งใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียน ไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ที่เป็นโรงเรือนอันเป็นที่เก็บหรือทำสินค้า, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และเป็นอั้งยี่” หลังก่อเหตุระเบิด ห้างลีมาร์ท ซุปเปอร์ค้าส่ง ถนนหน้าสถานีรถไฟตรัง จ.ตรัง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมาโดย รองผบ.ตร. ได้ตรวจเอกสาร ลงลายมือชื่อ พร้อมให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี ตรวจสอบรายละเอียดในสำนวนอีกครั้ง ก่อนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ศาลมณฑลทหารบกที่43 พิจารณา เนื่องจากในวันพรุ่งนี้จะครบกำหนดฝากขังผัดที่6

          พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า มั่นใจ 100 เปอร์เซ็น ในพยานหลักฐานที่ส่งให้พนักงานอัยการ เชื่อว่าจะสามารถเอาผิดกับผู้ที่ก่อเหตุได้ แม้ผู้ต้องหาปฏิเสธ แต่พยานหลักฐานที่มีชัดเจน อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ตำรวจทั่วประเทศยังติดตามผู้ต้องหาที่ก่อเหตุใน 7 จังหวัด ที่ยังหลบหนี ซึ่งการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีอีก 2 คนที่ร่วมก่อเหตุระเบิดในรอบนี้ แต่ยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ในส่วนสำนวนนี้อัยการจะพิจารณาว่าจะฝากขังนายอับดุลกอเดร์ต่อหรือไม่อย่างไร

          พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า สำหรับเหตุใน 7 จังหวัดพบความเชื่อมโยงของวัตถุระเบิด การประกอบระเบิด พฤติการณ์ก่อเหตุมีความคล้ายคลึงกัน ที่มาระเบิดเชื่อว่าทั้งหมดเชื่อมโยงเป็นกลุ่มเดียวกัน อย่างไรก็ตามพยานหลักฐานที่มีในตอนนี้ไปถึงเพียงระดับปฏิบัติการเท่านั้น ยังไม่สามารถไปถึงผู้สั่งการได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีระเบิดและวางเพลิง 7 จังหวัดชายแดนใต้ สามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้แล้ว 13 คน รวม 11 คดี โดย จับกุมตัวได้แล้ว 2 คน ส่วนผู้ที่ยังหลบหนีอีก 11 คนนั้น ชุดสืบสวนยังคงเร่งติดตามจับกุมตัว ซึ่งทั้งหมดยังคงหลบหนีอยู่ในราชอาณาจักร