
ประชาชนร่วมแสดงความอาลัยต่อเนื่อง
พสกนิกรทั่วไทยสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9
หลังการเสด็จสวรรคตของพรพะบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ดวงใจของคนไทยผ่านไปเป็นเวลาสามสิบหกวัน ประชาชนจำนวนมากยังอาลัย และสำนึกในพระหมากรุณาธิคุณ ต่างเดินทางมายังพระบรมหาราชวัง เพื่อต่อแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพองค์ราชันย์รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่เช้ามืดไม่ขาดสาย และยังมีบางส่วนพร้อมใจมาเป็นจิตอาสาบริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เหน็ดเหนื่อย โดยในวันนี้ (17 พ.ย.) ทางสำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพในเวลา ประมาณ 05.00 น.
ชมรมคนรักในหลวง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ จำนวน 47 คน ร่วมใจกันลงขันคนละ 600 เหมารถประจำทางมาตั้งแต่เวลา 02.00 น. นายทีระพล อะทัยทิพวรรณ อายุ 60 ปี ประธานชมรม เล่าว่า ได้ตั้งชมรมขึ้นเมื่อปี 2556 เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพราะเห็นว่าเราควรจะทำอะไรเพื่อท่านบ้าง จึงรวมตัวกันตั้งชมรมขึ้น เดิมมีสมาชิกไม่มากนักแต่ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 300 คน ทั้งนี้ยังมีเยาวชนเข้าร่วมในชมรมด้วย โดยมีเยาวชนอายุตั้งแต่ 15-25 ปี เป็นเด็กๆ ในหมู่บ้านที่จะมาร่วมเป็นจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ พร้อมกับใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
“ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ ใน อ.ละหานทรายของเรา ตอนนั้นผมยังหนุ่ม ยังไม่รู้ว่าท่านมาทำอะไร ได้ยินแต่ปู่ย่าเล่าให้ฟังว่าท่านลงมาสอนอาชีพในคนในหมู่บ้าน เมื่อโตขึ้นมาผมก็เข้าใจได้ว่า ท่านมาทรงงานให้ชาวบ้านได้อยู่ดีมีอาชีพ จนคนในอำเภอของเราสามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วยการทอเสื่อด้วยกก ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ได้เสด็จมาดูงานอีกครั้งเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้พวกเราทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของท่านมาก ทางชมรมจึงเดินทางมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพในครั้งนี้ และจะคาดหวังจะให้ชมรมคนรักในหลวงนี้สืบต่อไปยังคนรุ่นหลังด้วย” นายพีระพล กล่าว
นางแพททริเซีย คัว- นายรัฎฎิการ์ เตชะพิริยานนท์
นายรัฎฎิการ์ เตชะพิริยานนท์ อายุ 34 ปี สาวประเภทสองที่เดินทางมาพร้อมเพื่อนสาวชาวสิงค์โปร์ที่มีหัวใจรักประเทศไทยอย่างแท้จริง นางแพททริเซีย คัว ทนายความสาววัย 49 ปี กล่าวว่า ปกติไม่ค่อยชื่นชอบการเดินทางมางานที่มีคนเยอะ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ตนจะชอบดูผ่านจะทีวีเพราะมีความชัดเจนมากกว่า แต่ครั้งนี้เห็นว่าไม่สามารถอยู่เพียงหน้าจอได้อีกแล้ว เพราะเป็นพระราชพิธีที่สำคัญ สำหรับความรู้สึกนั้นไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้เพราะอย่างน้อยตนก็รู้สึกดีใจที่เกิดมาในแผ่นดินไทย ผืนแผ่นดินที่มีแต่ความรักและอบอุ่น เปี่ยมไปด้วยมหากรุณาธิคุณต่อทุกเพศสภาพ ทั้งนี้ตนอยากบอกคนไทยว่า เราทุกคนต่างโชคดีที่เกิดมาในรัชกาลที่ 9 เพราะไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงงานหนักได้ถึง 70 ปี
ส่วนนางแพทริเซีย คัว กล่าวว่า ตนได้เดินทางมาเมืองไทยบ่อยครั้งและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น แม้จะเป็นคนสิงค์โปร์แต่ก็ได้รักในความเป็นไทยมาก จนเรียนภาษาไทยที่สิงค์โปร์และเป็นทนายความที่ช่วยลูกความที่เป็นคนไทยอาศัยอยู่ในสิงค์โปร์อีกด้วย
“มาเมืองไทยบ่อย แต่หลังจากทราบข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว รู้สึกเสียใจมาก เพราะรู้สึกผูกพันธ์กับเมืองไทย ครั้งแรกฉันเดินทางมาลงนามถวายสักการะท่านแล้ว แต่เมื่อทราบข่าวว่าเปิดให้สักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศจึงเดินทางมาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้งเพราะรู้ยินดีที่ได้มาร่วมส่งพระบรมศพ ทั้งนี้ ดิฉันอยากบอกคนไทยว่า อยากให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป อย่าย่อท้อ เพราะอดีตผ่านไปแล้วแต่ปัจจุบันก็ต้องดำเนินต่อไป และดิฉันก็พร้อมจะช่วยเหลือคนไทยเสมอ” นางแพทริเซีย กล่าว



