ข่าว

4 มาตรการเพื่อชีวิต ที่มีคุณค่าของผู้สูงอายุ

4 มาตรการเพื่อชีวิต ที่มีคุณค่าของผู้สูงอายุ

16 พ.ย. 2559

คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์

 

         หลายต่อหลายครั้งที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้สูงวัย จะได้ยินได้ฟังประสบการณ์ดีๆ ข้อคิดที่นำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ เพราะผู้สูงอายุเป็นวัยที่มากด้วยประสบการณ์ชีวิต เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีพลังสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ดี ที่สำคัญผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความยินดี และเต็มใจที่จะถ่ายทอดข้อคิดเห็นต่างๆ รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่อ่อนวัยกว่าอยู่เสมอ การดูแลผู้สูงอายุให้อยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า จึงเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศ และสังคมโดยภาพรวม

         การอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะว่าประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2568 มาตรการเหล่านี้จึงไม่เพียงทำให้ชีวิตหลังอายุ 60 ปีของผู้สูงวัยมีความมั่นคงขึ้น แต่ยังทำให้คนเหล่านี้มีความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตให้แก่เด็กรุ่นใหม่ได้ต่อยอดการทำงาน

         มาตรการแรก คือ การจ้างงานผู้สูงอายุ โดยส่งเสริมให้นายจ้างมีการจ้างงานผู้สูงอายุผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ด้วยการให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือนและค่าจ้างสำหรับการจ้างงานบุคลากรผู้สูงอายุ

         มาตรการที่สอง คือ การสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุบนที่ราชพัสดุ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุบนพื้นที่อื่น โดยการเคหะแห่งชาติ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ธนาคารออมสิน รับผิดชอบ โดยสนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน ในวงเงินรวมไม่เกิน 4,000 ล้านบาท

         มาตรการที่สาม สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุนำสินทรัพย์ที่ตนมีกรรมสิทธิ์มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพ ซึ่งมูลค่าเงินที่กู้ได้จะขึ้นอยู่กับอายุของผู้กู้ มูลค่าบ้านและอัตราดอกเบี้ย โดยผู้กู้จะต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย อายุสัญญามี 2 รูปแบบ คือ อายุสัญญาตามอายุขัยของผู้กู้ และอายุสัญญาที่กำหนดช่วงเวลา โดยให้จัดตั้งบริษัทค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อค้ำประกันความเสี่ยง

         สุดท้าย มาตรการที่สี่ การบูรณาการระบบบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ โดยกำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่จัดทำนโยบายและกำหนดทิศทางในการพัฒนาและกำกับดูแลระบบบำเหน็จบำนาญของประเทศให้มีความครอบคลุม และจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ หรือ กบช. เพื่อเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ สำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างต้องร่วมกันส่งเงินเข้ากองทุนในอัตรา 3% ของค่าจ้าง

         ทั้ง 4 มาตรการถือเป็นมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เรียกว่าได้ประโยชน์ทุกฝ่ายด้วยกันทั้งหมด ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขตามสมควร ในเวลาเดียวกัน องค์กรเอกชนก็ได้ประโยชน์จากการจ้างงานผู้สูงอายุ คนรุ่นหลังก็ได้เรียนลัดจากประสบการณ์ของผู้สูงอายุ ดังนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือประเทศชาติ ผู้เขียนก็เป็นผู้สูงอายุคนหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และมีการดูแลช่วยเหลืออย่างจริงจัง