ข่าว

ราคาข้าวเปลือกเริ่มขยับหลังคุณภาพดีขึ้น

ราคาข้าวเปลือกเริ่มขยับหลังคุณภาพดีขึ้น

15 พ.ย. 2559

พาณิชย์มองราคาข้าวเริ่มขยับ หลังรัฐงัดใช้มาตรการจำนำยุ้งฉาง ฝนตกน้อยลง คุณภาพดีขึ้น พร้อมเดินสายหาตลาดส่งออกต่อเนื่อง ยันไม่มีมาตรการหนุนปลูกข้าวรอบ 2

 

          นางสาววิบูลลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาข้าวเปลือก ว่าขณะนี้ราคาเริ่มขยับดีขึ้นแล้ว เนื่องจากข้าวมีคุณภาพมากขึ้น ความชื้นไม่สูง ฝนตกน้อยลงทำให้ชาวนามีเวลาเกี่ยวข้าวในช่วงที่เหมาะสมและสามารถตากข้าวเพื่อลดความชื้นได้ก่อนที่จะนำไปขายให้กับโรงสี ประกอบกับมาตรการชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี หรือจำนำยุ้งฉางของภาครัฐที่เริ่มขับเคลื่อนออกมา  

          ขณะนี้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาอยู่ที่ตันละ 9,000-10,000 บาท ที่ความชื้น 15% คาดว่าสัปดาห์หน้าราคาข้าวเปลือกหอมมะลิก็ขยับขึ้นได้อีก เนื่องจากจะมีเปลือกพันธุ์หอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพเริ่มทยอยออกสู่ตลาด ส่วนข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ตันละ 7,000-8,000 บาท

          สำหรับโครงการชะลอการขายข้าวเปลือก ในปีนี้คาดว่าเกษตรกรจะนำข้าวเข้าร่วมโครงการมากขึ้นจากปีก่อน โดยตั้งเป้าสำหรับข้าวเปลือกหอมมะลิปริมาณ 2 ล้านตัน ข้าวเปลือกเจ้า 7 ล้านตัน และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ล้านตัน อย่างไรก็ดี มาตรการในปีนี้จะแตกต่างจากปีก่อน โดยรัฐจะมีเงินค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวเพิ่มให้อีกตันละ 2 พันบาท เมื่อรวมกับวงเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ในโครงการชะลอการขายข้าวเปลือก สำหรับข้าวหอมมะลิตันละ 9,500 บาท และค่าเก็บรักษาอีกตันละ 1,500 บาท จะทำให้เกษตรกรมีรายได้รวมตันละ 13,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,500 บาท และข้าวเปลือกปทุมธานีตันละ 11,300 บาท

          รวมวงเงินที่รัฐบาลสนับสนุนให้แก่ชาวนา 130,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งเงินหมุนเวียนจากวงเงินสินเชื่อของ ธ.ก.ส. และเงินจ่ายขาดที่ให้กับเกษตรกร จากโครงการชะลอการขายข้าวเปลือก และวงเงินสำหรับการปรับพื้นที่เพาะปลูกและการลดต้นทุนให้เกษตรกรในช่วงเริ่มต้นการปลูก จากกระทรวงเกษตรแล้ว

          “ผลผลิตข้าวในปีนี้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะข้าวนาปี ในรอบแรกที่ออกมาก็มีมากถึง 25 ล้านตันแล้ว ส่วนการปลูกรอบที่ 2 นั้นจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรในการจำกัดพื้นที่การปลูก น่าจะมีผลผลิตไม่เกิน 4 ล้านตันข้าวเปลือก อย่างไรก็ตาม รัฐจะไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาสนับสนุนให้สำหรับการปลูกข้าวรอบที่ 2 ที่คาดว่าจะเริ่มในช่วงเดือนธันวาคม”นางสาววิบูลลักษณ์ กล่าว

          นางสาววิบูลลักษณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับในด้านการตลาด จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ในการดำเนินการ โดยจะเน้นการออกไปหาตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อผลักดันผลผลิตในประเทศที่มี รวมทั้งการเจรจาขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี) ซึ่งเน้นทั้งการเจรจาขายข้าวในสต็อกรัฐ และการนำผู้ส่งออกไปด้วยที่จะไปทำตลาดร่วมกัน