
เรียนรู้วิถี “ซาปา”
สัมผัสไอหนาวในต่างแดน กับเมืองเล็กๆ ท่ามกลางขุนเขาอย่าง “ซาปา” ประเทศเวียดนาม
ลมเย็นๆ ที่พัดโชยมากระทบผิวในช่วงเช้าตรู่ของวัน เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าฤดูกาลกำลังจะเปลี่ยนไปสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัวแล้ว หากจะวางแผนท่องเที่ยวในช่วงนี้ต้องยกให้ภาคเหนือของประเทศโดยเฉพาะตามยอดดอยต่างๆ น่าจะคึกคักกว่าภาคอื่นๆ เป็นแน่ หรือใครที่งบประมาณมากหน่อยจุดหมายปลายทางอาจไกลไปถึงยุโรปโน่น แต่ถ้าอยากสัมผัสไอหนาวในต่างแดนโดยไม่ต้องไปไกลบ้านมากนัก อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็ย่อมเยาลงตามระยะทาง ลองพิจารณาเมืองเล็กๆ ท่ามกลางขุนเขาอย่าง “ซาปา” ประเทศเวียดนาม โดยการเดินทางด้วย “นกแอร์” สายการบินพรีเมี่ยมโลว์คอสของคนไทย มีบริการทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์ วันละ 2 เที่ยวบิน
การเดินทางสู่ซาปาของเราเริ่มต้นที่สนามบินดอนเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง เครื่องบินก็ร่อนลงสู่สนามบินนานาชาตินอยไบ กรุงฮานอย แล้วเดินทางต่อด้วยรถบัสปรับอากาศไปยังจังหวัดลาวไก โดยทางด่วนมุ่งหน้าไปทางเหนือของประเทศ ระยะทาง 245 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง แล้วเดินทางต่อไปยังซาปาซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดลาวไกด้วยทางหลวงหมายเลข 4 ดี ระยะทาง 35 กิโลเมตร ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพราะนอกจากเส้นทางจะคดเคี้ยวขณะที่รถค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปแล้ว ถนนยังเป็นเลนส์สวนที่ค่อนข้างแคบด้วย จึงต้องอาศัยพนักงานขับรถที่ชำนาญพื้นที่เป็นพิเศษ
หลังจากผ่านเส้นทางสุดหฤโหดจนมาถึง “ซาปา” ที่ความสูง 1,650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็คลายลงทันทีที่ได้เห็นธรรมชาติอันสวยงามท่ามกลางขุนเขา ผสานไอเย็นที่สัมผัสได้ทันที่ที่ก้าวลงจากรถมาทักทายซาปา “ต้น” ไกด์หนุ่มประจำทริปเล่าว่า ซาปาเป็นอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดลาวไกทางตอนเหนือของเวียดนาม ติดกับมณฑลยูนนานของประเทศจีน ที่นี่จึงมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี และด้วยความที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงใน 1 ปีจึงมีฝนเฉลี่ยถึง 250 วัน แต่จะเป็นฝนโปรยไม่หนักอย่างพื้นราบ
ประชากรที่ซาปาส่วนใหญ่เป็นชาวม้งดำ และเสาแดง อาชีพหลักคือการปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลัง แต่ไม่สามารถนำไปขายที่ไหนได้เพราะไม่มีถนน จนกระทั่งเมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมาเมื่อถนนตัดมาถึงความเจริญจึงตามเข้ามา ปัจจุบันข้าวโพดและมันสำปะหลังถูกขายให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่จากประเทศไทยที่เข้ามาลงทุนเป็นอันดับ 1 เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวก็บูมขึ้นเป็นลำดับจากการที่ถนนตัดผ่านเช่นกัน จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นจากแถบเอเชียหรือยุโรป
การเลือกมาท่องเที่ยวที่ซาปา สถานที่ท่องเที่ยวกลางใจเมืองมีไม่มากนักที่เห็นเด่นๆ และถือเป็นสัญลักษณ์ของซาปาคือโบสถ์คริสต์สร้างด้วยหินอ่อน นั่นเพราะชาวบ้านที่นี่ 100 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนสถานที่ที่ท่องเที่ยวนิยมส่วนมากเป็นการชมความงามตามธรรมชาติและเรียนรู้วิถีชีวิตของคนพื้นถิ่น อย่างที่ หมู่บ้านเล่าจ๋าย-หมู่บ้านตาฟาน เป็น 2 หมู่บ้านเชื่อมต่อกัน นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวม้งดำที่นี่ได้อย่างใกล้ชิด ชาวม้งดำที่นี่เป็นครอบครัวเก่าแก่ที่มาตั้งรกรากเป็นกลุ่มแรกๆ เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ กระจายไปตามหุบเขา มีถนนเลียบหุบเขาไปตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้อย่างใกล้ชิดบนทางเดินพื้นราบระยะทางเพียง 3 กิโลเมตร เดินชมทิวทัศน์เพลินๆ บวกกับอากาศเย็นสบายยังไม่ทันเหนื่อยก็ถึงจุดหมายปลายทาง
ขณะที่ หมู่บ้านกั๊ต กั๊ต ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยรอบของหมู่บ้านเป็นทุ่งนาขั้นบันไดสวยงามมาก มองแล้วคล้ายกับทางภาคเหนือของบ้านเรา นอกจากนี้ภายในหมู่บ้านยังมีร้านจำหน่ายงานฝีมือ เสื้อผ้า งานหัตถกรรม และงานแกะสลักหินให้ได้เลือกซื้อหาเป็นที่ระลึกด้วย หากยังมีแรงอย่าลืมแวะไปชมความสวยงามของเมืองซาปาบน เทือกเขาฮัมรอง จากที่นี่สามารถมองเห็นตัวเมืองได้แบบพาโนรามา ระหว่างทางขึ้นไปด้านบนยังมีสวนดอกไม้และสวยหินจัดไว้อย่างสวยงามให้ได้ชมคลายความเหนื่อยล้าด้วย
อีกหนึ่งไฮไลท์ถ้ามาซาปาแล้วไม่ไปชม เทือกเขาฟานซิปัน ถือว่าพลาดเพราะเป็นยอดเขาสูงที่สุดในเวียดนามและอินโดจีน จนได้รับการนานานามว่า “หลังคาแห่งอินโดจีน” บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,143 เมตร ปัจจุบันเปิดให้บริการขึ้นสู่ยอดเขาด้วยกระเช้าไฟฟ้าที่ยาวที่สุดในเวียดนามด้วยความยาวถึง 6292.5 เมตร ด้านบนเทือกเขาฟานซิปันอากาศค่อนข้างเบาบาง ขณะที่อุณหภูมิจะต่ำกว่าด้านล่าง 7-10 องศาเซลเซียส
หนาวนี้...เมืองเล็กๆ แต่มากด้วยเสนห์ กำลังรอคุณมาเยือน



