ข่าว

น้ำขจัดความยากจน ผลสรุปประชุมชลประทานโลก

น้ำขจัดความยากจน ผลสรุปประชุมชลประทานโลก

15 พ.ย. 2559

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

            นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน และเลขาธิการคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย(THAICID)เปิดเผยว่า การประชุมชลประทานโลกครั้งที่2ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ มีประเทศเข้าร่วมประชุมถึง52ประเทศและที่สำคัญประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในเรื่องการชลประทานและการเกษตรโดยได้ข้อสรุปร่วมกันว่าน้ำเพื่อการเกษตรนั้นในปัจจุบันยังไม่เพียงพอกับความต้องการจำเป็นจะต้องนำนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดความสมดุล และจะต้องใช้น้ำอย่างประหยัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

น้ำขจัดความยากจน ผลสรุปประชุมชลประทานโลก

            อย่างไรก็ตามทุกประเทศยังเห็นว่า การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำยังมีความจำเป็น เพราะน้ำจะทำให้เกิดความยั่งยืนของภาคการเกษตร อาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาชลประทาน20ปี ที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานเต็มศักยภาพที่จะสามารถดำเนินการได้ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้จัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ20ปี ที่วางเป้าหมายจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้เพิ่มขึ้นอีก18.5ล้านไร่ จากปัจจุปันที่มีอยู่แล้ว 31.8 ล้านไร่ เป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศที่มีความยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่างจีน ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการขยายพื้นที่ชลประทานเพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ เช่นเดียวกับประเทศไทย

            นอกจากนี้ในที่ประชุมแต่ละประเทศยังได้แสดงจุดเด่น จุดด้อย และแนวทางแก้ไขปัญหาของตัวเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่นๆ ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ได้มีการพูดคุยอย่างกว้างขวางว่า ประเทศที่มีความเจริญหรือพัฒนาแล้ว และมีระบบชลประทานที่สมบูรณ์ ควรจะให้ความช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อสร้างความทัดเทียม สร้างความมั่นคงทางด้านน้ำและอาหาร รวมทั้งจะต้องให้ความสำคัญกับประชาชนให้มีส่วนร่วมในการบริหารหรือการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นคุณค่าของน้ำ และใช้น้ำอย่างประหยัด

           ทั้งนี้ในส่วนของประเทศไทย คณะอนุกรรมการINWEPF THAIซึ่งไดรับการสนับสนุนจากTHAICIDและกรมชลประทานนำเสนองานวิจัยการทำนาแบบใช้น้ำน้อยหรือการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ในการทำนาปรังในเขตชลประทานช่วงฤดูแล้ง ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำลง20 -35 %รวมทั้งยังช่วยลดเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เกือบ70%ลดการใช้สารเคมี70-100 %ลดค่าใช้จ่าย แรงงาน และสามารถเพิ่มผลผลิตจากเดิมเป็น1ตัน/ไร่ อีกทั้งยังลดการปล่อยก๊าซมีเทนลง9 %สอดคล้องกับการลดภาวะเรือนกระจก(GHGs)พร้อมมีแผนภายใน 5 ปีจะขยายผลสู่พื้นที่เป้าหมาย 4 ล้านไร่ สามารถประหยัดน้ำได้ 850 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากประเทศที่เข้าร่วมประชุม จนได้รับรางวัลWater Save Awards 2016ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อมอบให้กับผลงานที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการประหยัดน้ำ

            รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ในส่วนของประเทศลาว และประเทศภูฎาน นอกจากการเสนอให้ประเทศไทยเป็นประเทศศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีด้านชลประทานและการระบายน้ำในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านชลประทานมากที่สุดในภูมิภาคนี้แล้วยังจะนำการทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปขยายผลประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรในประเทศของตนเอง เพราะเล็งเห็นว่าเป็นแนวทางที่สามารถสร้างความมั่นคงด้านน้ำ และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรม รวมทั้งยังเป็นการใช้ประโยชน์จากที่ดินและน้ำอย่างคุ้มค่าอีกด้วย

           “ความสำเร็จในการประชุมชลประทานโลกในครั้งนี้ ทำให้เกิดเป็นปฏิญญาเชียงใหม่ ที่ทุกประเทศเห็นร่วมกันในการมุ่งขจัดความยากจนของโลกด้วยการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและน้ำ โดยใช้ขบวนการบริหารจัดการน้ำทั้งน้ำบนผิวดินและน้ำใต้ดิน ตลอดจนการใช้เครื่องมือชลประทานและข้อมูลที่ทันสมัย ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและการบรรเทาภัยจากน้ำ รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนา แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ แนวทางปฏิบัติ ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” เลขาธิการTHAICIDกล่าวในตอนท้าย

----------------------------------------