
แอพฉลาดคิด คนฉลาดใช้
เงินทองต้องรู้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
รายการเงินทองต้องรู้ ที่ออกอากาศทางวิทยุเนชั่น เอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิรตซ์ และเว็บไซต์ nationradio.co.th เพิ่งเสร็จสิ้นกิจกรรม “เงินทองต้องรู้ ออน ทัวร์ ปีที่ 7” ซึ่งปีนี้ เราเดินทางไปเมืองวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้ร่วมทริปมากถึง 81 คน ก่อนออกเดินทาง หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า บรรยากาศที่สนามบินสุวรรณภูมิลดความแออัดลงไปไม่น้อย ว่ากันว่าอาจเป็นเพราะนักท่องเที่ยวจีนลดลง จากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของไทย
“เมื่อก่อนร้านค้าปลอดภาษีไม่เงียบแบบนี้ พี่เคยกำลังจะหยิบกระเป๋าแบรนด์เนม ปรากฏว่า นักท่องเที่ยวจีนกวาดไปเรียบ พนักงานในร้านนี่ก็ต้องพูดภาษาจีนได้เกือบทุกคน เพราะนอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะมากแล้ว ยังมีกำลังซื้อเยอะอีกด้วย” หนึ่งในผู้ร่วมคณะเล่าประสบการณ์ให้ฟัง
จริงๆ ในคอลัมน์ “เงินทองต้องรู้” เคยเล่าสู่กันฟังไปบ้างแล้วว่า คนจีนนั้นมีกำลังซื้อมาก เพราะสัดส่วนของผู้มีเงินออมสูง โดยเฉพาะคนจีนในวัยทำงานหรือวัยใกล้เกษียณ ส่วนใหญ่มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ทำให้มีเงินเหลือเก็บและเหลือใช้ ในขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตก็สร้างไว้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ แตกต่างจากคนไทยที่เรายังต้องเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย
แม้ว่า รัฐบาลจะพยายามอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หวังทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย แต่เงินกระตุ้นเศรษฐกิจกลับถูกนำไปใช้หนี้เป็นประการแรกเสมอ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายองค์กรจะพยายามสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะในส่วนที่ตัวเองเกี่ยวข้องหรือมีสัมพันธ์โดยตรง เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีความร่วมมือลักษณะนี้ระหว่างซิตี้แบงก์ โดยมูลนิธิซิตี้ สถาบันคีนันแห่งเอเซีย และกระทรวงแรงงาน
จำได้ว่า หลายปีที่แล้ว ทั้ง 3 หน่วยงานเคยร่วมกันทำแคมเปญให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงิน โดยเน้นกลุ่มของผู้ขายบริการ มีทั้งการจัดอบรมให้แก่ผู้ที่มีอาชีพนี้และการลงพื้นที่โดยเฉพาะซอยนานา ในกรุงเทพฯ จุดเริ่มต้นก็เพราะเห็นว่า ผู้ที่ยึดอาชีพขายบริการเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีอาชีพยั่งยืน สามารถหารายได้ได้เพียงช่วงใดช่วงหนึ่งของอายุ และช่วงที่หารายได้ได้นั้น ก็มักจะมีรายได้มาก แต่หลังจากนั้นไม่สามารถประกอบอาชีพนี้ต่อไปได้ ก็มักจะมีปัญหาติดขัดเรื่องเงิน เพราะตอนที่หาได้มาก ไม่รู้จักบริหารจัดการ
ส่วนโครงการล่าสุดที่ทำขึ้น ซิตี้แบงก์ โดยมูลนิธิซิตี้ บอกว่า เป็นโครงการ “คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน” (ซึ่งน่าจะเป็นคนละโครงการกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เนื่องเพราะโครงการนี้ดำเนินมาต่อเนื่อง 3 ปี ส่วนโครงการที่พูดถึง น่าจะนานกว่านั้น)
สำหรับโครงการนี้ วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ในฐานะผู้แทนจากมูลนิธิซิตี้ บอกว่า เป็นโครงการพัฒนา “แอพพลิเคชั่นฉลาดคิดเรื่องเงิน” ซึ่งเป็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการ “คนไทยก้าวไกล ใส่ใจการเงิน” ที่มูลนิธิซิตี้และสถาบันคีนันแห่งเอเซียดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่มูลนิธิซิตี้ เล็งเห็นว่า ทักษะทางการเงิน นับเป็นทักษะชีวิตพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 และประเทศไทยก็กำลังเผชิญความเสี่ยงจากภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เหตุสำคัญเพราะประชาชนขาดความรู้และทักษะทางการเงิน จำเป็นต้องเสริมสร้างทักษะการเงินเร่งด่วน
โครงการจึงเริ่มทำการวิจัยค้นคว้าปัญหาหนี้สินและทางออกให้แก่ 3 กลุ่มเสี่ยงหลัก ได้แก่ กลุ่มแรงงาน กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มนักเรียน นักศึกษา รวมถึงสร้างเครือข่ายพันธมิตร และนำเครื่องมือการเรียนรู้ทางการเงิน ที่เหมาะสมกับกลุ่มต่างๆ ไปประยุกต์ใช้งานจริง โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อมุ่งสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคลในประเทศไทย
“หลังจากทำงานมาครบ 3 ปี เราพบว่า หัวใจสำคัญปัญหาหนี้สินคนไทยคือ การขาดความรู้ความเข้าใจทางการเงิน โดยที่ผ่านมาการให้ความรู้ทางการเงินมักถูกผนวกย่อยกับหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในรูปแบบต่างกันและมีความทับซ้อนกัน นอกจากนี้ ภาครัฐควรวางยุทธศาสตร์การส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้เป็นวาระแห่งชาติ และร่วมกันขับเคลื่อนและผลักดันนโยบายไปสู่แผนปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน”
ในส่วนของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา จะมีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พัฒนาเนื้อหาแทรกในหลักสูตร ส่วนกลุ่มเกษตรกร จะมีธนาคารของรัฐให้ความรู้การจัดทำบัญชีครัวเรือน ถือว่าสองกลุ่มนี้มีความคืบหน้าตามลำดับ ขณะที่กลุ่มแรงงาน แม้จะเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด หากยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นหลัก จึงเป็นเหตุให้โครงการร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน ผลักดันนโยบายสร้างการเรียนรู้ทางการเงินที่เป็นรูปธรรม เช่น แอพพลิเคชั่นฉลาดคิดเรื่องเงินจนเป็นผลสำเร็จ
ขณะที่ ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ขยายความว่า “แอพพลิเคชั่นฉลาดคิดเรื่องเงิน” ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีสาระสำคัญ 2 ส่วน คือ 1.ฉลาดคิดเรื่องเงิน ชุดความรู้การบริหารการเงินส่วนบุคคล แบบทดสอบ ตลอดจนเครื่องคำนวณทางการเงิน ภายใต้ 4 โมดูลย่อย ได้แก่ การตั้งเป้าหมายทางการเงิน การออมอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้จ่าย และการบริหารหนี้ กับ 2.เกมครอบครัวหรรษา ซึ่งออกแบบตัวละครให้สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงแรงงาน ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิ การซื้อหวย ซื้อประกัน ทำงานโอที เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ฯลฯ ซึ่งผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งกูเกิล เพลย์ และแอพ สโตร์
นอกจากนี้ สถาบันคีนันยังได้ร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสมาพันธ์แรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเลคทรอนิกส์ยานยนต์และโลหะแห่งประเทศไทย จัดฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินสำหรับกลุ่มแรงงาน และวางแนวทางจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในโรงงาน เพื่อส่งเสริมให้มีการออมอย่างครบวงจรด้วย
ปิดท้ายที่ วรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ที่บอกว่า กลุ่มแรงงานในระบบและนอกระบบทั่วประเทศ มีประมาณ 37 ล้านคน โดยกลุ่มแรงงานยุคใหม่ที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี มีความรู้ทางการเงินอยู่ในระดับกลางและต่ำถึง 83% ตลอดจนความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ทำให้แรงงานยังประสบปัญหาด้านการชำระหนี้ ถึงแม้ว่าแรงงานจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคงเมื่อเทียบกับกลุ่มเกษตรกร
กระทรวงแรงงาน จึงคาดหวังว่า แอพนี้จะช่วยเพิ่มความรู้และทักษะด้านการเงิน ที่กลุ่มแรงงานยุคใหม่สามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ปลูกฝังพฤติกรรมสู่การแก้ไขหนี้สินอย่างยั่งยืน
ใครสนใจจะลองโหลดแอพพลิเคชั่นดูก็ได้ แต่เอาจริงๆ แอพพลิเคชั่นทำหน้าที่เป็นได้แค่ตัวเสริมเท่านั้น การฝ่าวิกฤติทางการเงิน เรียนรู้และเริ่มต้นต้องมาจากตัวเองทั้งนั้น เพียงแต่เมื่อเราอยู่ในโลกที่อะไรๆ ก็ต้องโซเชียล ต้องแอพพลิเคชั่น การที่มีเรื่องแบบนี้ล้อมตัวรอบไปเรื่อยๆ ก็ถือเป็นประโยชน์มากกว่าโทษนั่นแหละ
แอพฉลาดคิดแล้ว คนก็ต้องใช้ฉลาดใช้ด้วย
--------------------------
(เงินทองต้องรู้ : แอพฉลาดคิด คนฉลาดใช้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



