
ต่างชาติชื่นชมพระบารมีตั้งใจมาถวายสักการะ
ชาวต่างชาติชื่นชมพระบารมี มาต่อแถวถวายสักการะ ในขณะที่ชาวไทยมาต่อแถวรอคิวตั้งแต่ตี 4 สำนักพระราชวังแจ้งตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-13 พ.ย.2559มีประชาชนมา 470,319 คน
ทั้งนี้สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. หลังสำนักพระราชวังปิดไม่ให้ประชาชนเข้ามาภายในพื้นที่พระบรมมหาราชวังเพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อเวลา 21.00 น. โดยมีจำนวนประชาชนที่ได้กราบสักการะพระบรมศพจำนวน 33,928 คน รวม 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-13 พ.ย.2559 รวมทั้งสิ้น 470,319 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระกุศลเป็นเงิน 2,238,997.25 บาท รวม 16 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 31,491,776.25 บาท
ส่วนบรรยากาศในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพบอดุลยเดช ในช่วงเช้าของวันที่ 14 พฤศจิกายนนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนจากจังหวัดต่างๆ รวมถึงนักเรียน นักศึกษา และชาวต่างชาติ จำนวนมากรอเข้าถวายสักการะพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด ต่างแต่งกายอย่างเรียบร้อย เตรียมอุปกรณ์กัดแดด-ฝน พร้อมรอเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทด้วยใจเคารพอาลัยถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนกลุ่มแรกเข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เวลา 05.00 น.
ครอบครัวชาวเวอร์จีเนีย
ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติจากรัฐเวอร์จีเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา นายเอเดรียน ลอว์,นางจูลี แอน โบเอ็ม,น.ส.อแมนด้า โบเอ็ม และ นายคลิฟ เช้ง พร้อมภรรยาคนไทย นางศิริมา ปฐมวรชัย เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ หลังจากทราบข่าวว่าในหลวง ร.9 สวรรคต โดยก่อนหน้านี้ได้มีแพลนมาเที่ยววัดพระแก้ว และเที่ยวภาคเหนืออยู่แล้ว พอทราบข่าวก็ไม่ได้เปลี่ยนแผนการเดินทางมาประเทศไทย และพร้อมใจกันมาสักการะพระบรมศพ ในหลวง ร.9 ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทด้วย โดยได้เตรียมตัวในเรื่องของการแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยตามคำแนะนำของเพื่อนคนไทย และเดินทางมาถึงตั้งแต่ตอนตี 4
เอเดรียน ลอว์ วัย 77 ปี เผยว่า ตัวเองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมิสซูรี แคนซาส ซิตี้ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดินจากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า แม้มาเมืองไทยเป็นครั้งแรก แต่ได้รับรู้เรื่องราวของพระองค์ท่านจากหนังสือพิมพ์มาบ้าง ครั้งนี้ได้มาเมืองไทยได้เรียนรู้ประวัติและการทรงงานของพระองค์ท่าน ทราบว่าท่านทรงทำพัฒนาเรื่องดินทรงศึกษาค้นคว้า แก้ปัญหาให้ชาวบ้านสามารถทำเกษตรกรรมได้ อีกทั้งยังทรงสามารถถ่ายทอดสอนให้ชาวบ้านปลูกพืชผักเลี้ยงชีพด้วยตัวเองได้ พระองค์ทรงศึกษามากกว่าที่พวกเรานักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาค้นคว้าในห้องทดลองเสียอีก
ส่วน นางจูลี แอน โบเอ็ม วัย 80 ปี เผยว่า รู้สึกดีใจที่เห็นคนไทยรักกัน แม้ตอนเช้าต้องเข้าแถวต่อคิิวยาว แต่ด้วยความตั้งใจที่อยากจะมากราบสักการะพระบรมศพ ทำให้ได้เห็นการรวมเป็นหนึ่งเดียวและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนไทย ระหว่างทางก็มีแจกน้ำ ทิชชู่ และขนม ด้วย
น.ส.อแมนด้า โบเอ็ม วัย 44 ปี เผยว่า ชอบเดินทางท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ และเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้มาท่องเที่ยวในเมืองไทย พร้อมได้ชมความงามของพระบรมมหาราชวัง ทำให้ได้เห็นและทราบประวัติของพระองค์แบบคร่าวๆ จากนั้นได้ศึกษาเพิ่มเติมจากการอ่านในหนังสือและอินเทอร์เน็ต ยิ่งทำให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่แตกต่างจากพระมหากษัตริย์องค์อื่นใดในโลกนี้ เพราะทรงเสียสละเวลาและทรงงานต่างๆ นานัปการ นอกจากนี้ยังรู้สึกปลื้มใจที่ได้รับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ทรงแย้มพระสรวลและโบกพระหัตถ์ให้แก่ประชาชน เพื่อนชาวไทยบอกว่าเป็นความโชคดีของเรา เพราะแม้แต่คนไทยบางคนยังไม่ได้ใกล้ชิดอย่างนี้
ปิดท้ายที่ นายคลิฟ เช้ง วัย 54 ปี เล่าย้อนว่าส่วนตัวตอนที่มาเมืองไทยครั้งแรกภรรยาได้พาไปเที่ยวดอยตุง ดูโครงการต่างๆ ที่พระองค์พัตนาทำให้ชาวไทยภูเขา มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยูดีกินดีด้วยเกษตรกรรม มีอาหาร มีน้ำกิน-ใช้ อย่างยั่งยืน และมีความพอเพียง จำได้ว่าตอนนั้นพอรู้ว่าทั้งหมดที่เห็นมีที่มาจากความตั้งใจของพระมหากษัตริย์ไทย รู้สึกประทับใจ และสนใจในพระองค์มาก พอเห็นนิทรรศการพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ยืนอ่านอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง มีข้อมูลที่ทำให้ตื้นตันใจ คือ ที่แท้จริงแล้วพระองค์ท่านมีพระเนตรแค่ 1 ข้าง ทรงทำงานเพื่อผู้คนทั้งประเทศด้วยพระเนตรข้างเดียว คงต้องเหนื่อยมากๆ ลำพังตัวเองทำงานด้วยตา 2 ข้าง ยังรู้สึกเหนื่อยมากๆ แต่งานของพระองค์หนักกว่าหลายเท่า ยังทำต่อเนื่องด้วยความขยัน ไม่ย้อท้อ
นางสมศรี แซ่อึ้ง
นางสมศรี แซ่อึ้ง อายุ 74 ปี เดินทางมาจากย่านคลองเตย มาถึงท้องสนามหลวงตอนตี 4 เผยว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มาถวายสักการะพระบรมศพ ตั้งใจตื่นแต่เช้า ชวนลูกสะใภ้มาด้วยกัน ปกติเป็นคนค้าขาย ต้องเดินบ่อย ยืนนานมารอแบบนี้เลยไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่ อยากมาหาพระองค์ท่าน มาตั้งจิตอธิฐานของให้ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย ตอนเช้าได้รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ด้วยรู้สึกเป็นบุญมากๆ
“ เราจำได้ตลอดว่าพระองค์ช่วยเหลือคนยากไร้มาตลอด ทรงให้ความเมตตา ไม่ถือพระองค์ เทื่อก่อนเวลาทรงงานก็นั่งบนกับพื้นเสทอประชาชนไม่แบ่งชนชั้น เวลาที่เราทำงานจะเอาหลักตรงนี้มาใช้ง่ายๆ คือ เราเป็นแม่ค้า ค้าขายก็อย่าคิดของแพงมาก อย่าโก่งราคา อย่าโมโห อย่าดูถูกลูกค้า อย่าเอารัดเอาเปรียบใคร ทำให้ตัวเราเองและทุกคนที่มาซื้อของเรามีความสุขได้ง่ายๆ ทุกวัน ” คุณยายสมศรีกล่าว
นางขวัญฤดี วงค์สุบรรณ อายุ 51 ปี ชาว อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยสมาชิกองค์กรพัฒนาสตรี และผู้สูงอายุ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเทพรัตนราชดุดาฯ สยามบรมราขกุมารี เคยเสด็จฯไปทรงเปิดเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2530 ดีใจมากที่พระองค์ท่านเสด็จไปช่วยเหลือราษฎร์ เพราะน้ำคือชีวิตของทุกคน ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งที่ผ่านมาชาวสุราษฎร์ธานีได้ร่วมใจกันจัดกิจกรรมเพื่อพ่อมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นโครงการต่อเนื่องของพระองค์ หรือในโอกาสวันพ่อ รวมถึงได้เตรียมจัดกิจกรรมวันที่ 5 ธ.ค.นี้ ถึงแม้วันนี้พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตแล้วพวกเรารู้สึกเสียใจมากที่สุดของที่สุด โดยพวกเราก็จะน้อมนำหลักคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติทั้งหลักเศรษฐกิจพอเพียง การทำความดีรู้รักสามัคคีเพื่อพ่อ



