
อ้างลูกๆทรัมป์ไม่ต้องวางมือธุรกิจ ปัดผลประโยชน์ทับซ้อน
ที่ปรึกษาอ้าง กฎหมายไม่ห้ามทรัมป์ บริหารธุรกิจจากทำเนียบขาว แต่แนะให้วางมือ ส่วนลูกๆก็สามารถทำธุรกิจต่อได้ ไม่ต้องห่วงผลประโยชน์ทับซ้อน
นายรูดี กุยลีอานี อดีตนายกเทศมนตรีคนดังแห่งนิวยอร์ค ผู้ได้รับการคาดหมายว่าจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมในรัฐบาลว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็น ว่ากฎหมายสหรัฐที่ห้ามผู้มีตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาล ยุ่งเกี่ยวธุรกิจภาคเอกชนขณะอยู่ในตำแหน่งนั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงประธานาธิบดี
“คุณก็รู้ว่ากฎหมายไม่ได้บังคับใช้กับประธานาธิบดีใช่มั้ย ประธานาธิบดีไม่ต้องมี “blind trust”ก็ได้ (การโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนให้บลจ.บริหารทรัพย์สินหรือหุ้นส่วนนั้นแทนระหว่างที่นักการเมืองดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนกว่าจะพ้นตำแหน่ง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน –ก.ล.ต.)
อย่างไรก็ดีเมื่อให้สัมภาษณ์กับรายการ This Week ทางเอบีซี นายกุยลีอานีเผยว่าได้แนะนำให้ทรัมป์ถอนตัวจากการบริหารธุรกิจ เพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถามทุกครั้งที่เวลาที่มีการตัดสินใจเรื่องใด แต่ลูกๆของเขาควรให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้
แม้หลายฝ่ายแย้งว่า อิแวนกา โดนัลด์ จูเนียร์ และเอริค ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจระหว่างที่บิดายังทำหน้าที่ประธานาธิบดี ไม่เช่นนั้นอาจมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน
แต่ที่ปรึกษาของทรัมป์ซึ่งเป็นอดีตอัยการ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปกตินักของทรัมป์ น่าจะยืดหยุ่นมากกว่าการตั้งบลายด์ทรัสต์ เพราะจะกลายเป็นว่าทรัมป์ทำให้ลูกๆทั้งสามต้องตกงาน พวกเขาอาจจะต้องไปเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่อีก พบเจอปัญหาใหม่อีก “ไม่ค่อยสมเหตุผลสมนักที่จะคุณจะห้ามคนสามคนที่บริหารธุรกิจอยู่ดีๆ แล้วยกให้กับบุคคลอิสระบางคน” กุยลีอานีกล่าว
( เอริค โดนัลด์ อิแวนกา และสามี จาเร็ด คุชเนอร์ ภาพ AFP )
ปัจจุบัน อิแวนกา เอริคและโดนัลด์ จูเนียร์ เป็นรองประธานฝ่ายบริหารของ ทรัมป์ ออร์กาไนเซชัน และลูกทั้งสามคน กับจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานถ่ายโอนอำนาจของประธานาธิบดีด้วย
โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่แสดงความเห็นมากนักถึงประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกจับตาอย่างไม่เคยมีมาก่อนสำหรับคนที่จะขึ้นเป็นผู้นำ
ข้อกล่าวหาธุรกิจพัวพันการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กรณีของทรัมป์ เพิ่มมิติใหม่เข้ามา เมื่อชื่อของทรัมป์ เกี่ยวข้องชัดเจนกับชื่ออาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่แผ่ขยายออกไปนอกประเทศ
คณะกรรมการการเลือกตั้งสหรัฐ ระบุว่า ทรัมป์ถือหุ้นโดยตรงในบริษัทกว่า 500 แห่ง ขณะที่รายได้และการถือหุ้นอื่นๆอีกมากไม่เคยมีความชัดเจนเพราะทรัมป์ไม่ยอมเปิดเผยแบบเสียภาษี
อาณาจักรธุรกิจกว้างใหญ่ไพศาลของเขา อาจจุดคำถามผลประโยชน์ทับซ้อน การตัดสินใจในฐานะประธานาธิบดีอาจเป็นประโยชน์ทางการเงินกับตัวเองหรือครอบครัว เว้นแต่จะมีการตั้ง BLIND TRUST ตามธรรมเนียมปฏิบัตินักการเมือง แต่กุยลีอานี กล่าวว่า ชายคนนี้เป็นคนร่ำรวยมหาศาล ข้อสงสัยที่ว่าจะเข้ามาแสวงหาความร่ำรวยให้กับตัวเอง ไม่มีอะไรน่ากลัว "



