
บรรทัดฐานเลื่อนซ้ำซาก"!
สุดท้าย กกต. ก็เจอโรคเลื่อนไปเต็มๆ โดยยังไม่ลงมติฟัน 44 ส.ส. ที่ถือหุ้นกิจการสื่อ หรือหุ้นสัมปทานรัฐ แม้จะเงื้อง่าราคาแพงมาแล้วหลายครั้ง
เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่ "กกต." ลงมติในเรื่องแบบนี้ แต่หากทำก่อนหน้านี้มาแล้วถึงสองครั้งในกรณี 16 ส.ว. และ 13 ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์
"กกต." อ้างว่า แม้ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย จะเป็นเช่นเดียวกัน แต่ขนาดของข้อมูลต้องใช้ฐานข้อมูลที่มีขนาดใหญ่กว่า เพราะมีผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก และบริษัทที่น่าจะเข้าข่ายถือหุ้นสัมปทานรัฐ หรือที่เป็นคู่สัญญาของรัฐก็มีจำนวนมากกว่า จึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบนานกว่าปกติ
และที่สำคัญคือ แม้รายละเอียดจะเยอะ แต่การเลื่อนครั้งสุดท้ายนี้ "กกต." ให้เหตุผลว่าต้องการให้ เลขาคณะกรรมการไต่สวนฯ ไปดำเนินการปรับปรุงรายละเอียดต่างๆ ให้เรียบร้อย
โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดกลุ่มว่าบริษัทใดบ้างที่เป็นบริษัทเข้าข่ายห้าม ส.ส. ส.ว.เข้าไปถือครองหุ้นเพิ่มเติม จากเดิม 18 บริษัท ที่ "กกต." ได้เคยมีมติไว้
และบริษัทใดบ้างที่ ส.ส. ผู้ถูกร้องเข้าไปถือหุ้นกู้ หุ้นสามัญ
รวมถึงบริษัทใดบ้างที่พบว่าคู่สมรสของผู้ถูกร้องเข้าไปถือหุ้น และเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม
แต่จะเห็นได้ว่าจากการขอขยายเวลาสอบมาแล้วหลายครั้ง จนถึงการขยายครั้งสุดท้ายเป็นเวลา 15 วันนั้น กกต. ก็อ้างว่าได้ย้ำให้มีการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลก่อนที่จะส่งรายงานให้ กกต. ในวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา
แต่เมื่อนำกลับไปศึกษา กกต. กลับยังติดใจเรื่องนี้ และสั่งให้กลับไปทำรายละเอียดของข้อมูลให้ชัดเจนกว่านี้ และให้นำส่งต่อ กกต. ในสัปดาห์หน้าก่อนที่ กกต. จะนำกลับไปศึกษาอีก 7 วันก่อนที่จะลงมติ
หมายความว่าครั้งนี้ กกต. ต้องเลื่อนการลงมติออกไปอีก อย่างน้อยก็ครึ่งเดือน
คำถามจึงอยู่ที่ว่า การเลื่อนแล้วเลื่อนอีกเช่นนี้ เป็นปัญหาของสำนวนที่สอบโดยคณะกรรมการไต่สวน หรือเป็นปัญหาว่ามีอะไรนอกเหนือจากนั้น จนทำให้ กกต. ไม่กล้าใช้ดุลพินิจ ???
เพราะก่อนหน้าครั้งสุดท้ายที่ "กกต." สั่งให้ขยายเวลาสอบในครั้งสุดท้ายนั้น ต่างคนต่างพูดตรงกันว่า ไม่ต้องการขยายเวลาหรือเก็บเรื่องไว้อีกต่อไป เพราะนานแล้วที่เรื่องอยู่ที่ กกต. ขณะที่ในคดีอื่นที่ใกล้เคียงเสร็จไปตั้งนาน
ทำให้เชื่อได้ว่า "กกต." ย่อมกำชับกับคณะกรรมการไต่สวนเรื่องการทำรายละเอียดของข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่น่าที่จะมีปัญหาใดๆ อีก
ประกอบกับเสียงจากคณะกรรมการไต่สวนก็ยืนยันว่า สำนวนที่ทำไปนั้นก็ทำไปอย่างรอบคอบ ครบถ้วนและมีความเรียบร้อยเป็นอย่างดี
แต่ดูเหมือนว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “สดศรี สัตยธรรม” พยายามที่จะพูดถึงสำนวนอยู่หลายครั้งว่า อาจมีความจำเป็นต้องจัดหมวดหมู่ของข้อมูลใหม่
สุดท้ายก็เป็นไปตามคำให้สัมภาษณ์นั้นจริงๆ
คำถามคือ กกต. มีอะไรอยู่ภายใต้การตัดสินใจครั้งนี้ หรือไม่ หรือเป็นเพียงความต้องการโดยสุจริตใจที่ต้องการให้เกิดความรอบคอบ ?
แต่ประเด็นที่เห็นได้ว่า มีผลกระทบต่อการพิจารณาเบื้องแรกคือ คณะกรรมการไต่สวน มีความเห็นที่แย้ง กับ "กกต." ตั้งแต่ต้น
เนื่องจากมองว่า การถือหุ้นนั้นหากเป็นการถือมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งนั้นไม่ถือเป็นความผิด ซึ่งความเห็นแย้งเช่นนี้ อาจจะทำให้ข้อมูลที่ทำมานั้นไม่ตรงกับความต้องการของ กกต.
ที่น่าสนใจประการต่อมาคือ สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ค่อนข้างร้อนแรง และมีเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย
จึงมีความเป็นไปได้ว่าการที่จะทำอะไรลงไป "กกต." อาจจำเป็นต้องดูทิศทางลมก่อนว่าจะซ้ำเติมสถานการณ์หรือไม่ ซึ่งการดึงเวลาเพื่อรออาจจะเป็นหนึ่งทางเลือกในใจของ กกต. ก็เป็นไปได้
แต่เรื่องหนึ่งที่น่าจะเป็นปัจจัยที่ตัดทิ้งไม่ได้ที่ทำให้ "กกต." ต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปคือ การที่ศาลปกครองรับคำฟ้องของ 13 ส.ว. ในกรณีเดียวกันนี้เอาไว้พิจารณา
แน่นอนว่าการรับพิจารณาคดีของศาลปกครองในครั้งนี้นั้น ถือเป็นการรับพิจารณาที่สร้างความปั่นป่วนไม่น้อย
เพราะเป็นการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ ตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจแก่ "กกต." ไว้ และอาจจะอยู่นอกเหนืออำนาจศาลปกครองด้วยซ้ำ
ที่สำคัญ "กกต." ต้องชี้แจงต่อศาลปกครองใน 30 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 27 สิงหาคม ที่จะถึงนี้
จึงเป็นไปได้สูงว่า กกต. ต้องการทำความชี้แจงและเห็นความชัดเจนในเบื้องต้นเสียก่อนที่จะตัดสินอะไรลงไปอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ดูเหมือนว่า ตอนนี้ กกต. กำลังนอนกอดระเบิดเอาไว้ เพราะก่อนหน้านี้ได้เลือกและตัดสินวางบรรทัดฐานในสองกรณีก่อนหน้านี้ไปแล้ว
อีกทั้งสองกรณีก่อนหน้านี้ ก็ดูเหมือนจะมีแรงกดดันมากกว่าครั้งนี้ด้วยซ้ำไป เนื่องจากเป็นครั้งแรกและไม่เคยได้วางบรรทัดฐานเอาไว้
แต่ในครั้งนี้ กกต. กลับทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นมาอย่างน่าสงสัย !!!
เพราะยิ่งยื้อออกไป ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความบอบช้ำให้แก่ตัวเอง
คล้ายกับกำลังบอกสังคมว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจที่ไม่น่ายาก เช่นนี้หรือไม่ ???
อรรถยุทธ์ บุตรศรีภูมิ



