
รัฐบาลกับฎีกาแดง
งานเข้า "สำนักราชเลขาธิการ" หลังจากกลุ่มเสื้อแดงยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เนื้อหาใจความคือ นายวีระ มุสิกพงศ์ กับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2552 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง
ตามขั้นตอนที่เคยปฏิบัติมา เมื่อสำนักราชเลขาธิการได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษ การขอพระราชทานความเป็นธรรม และการขอพระราชทานความช่วยเหลือ สำนักราชเลขาธิการต้องส่งฎีกาทุกเรื่องให้รัฐบาลพิจารณาถวายความเห็นประกอบพระราชดำริต่อไป
ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ล่ารายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทางรัฐบาลก็รับทราบมาโดยตลอด ว่าเสื้อแดงจะมีการเคลื่อนไหวอะไร เพราะทางกลุ่มเสื้อแดงมีการบอกเป็นระยะๆ ว่าขั้นตอนถึงไหนแล้ว
เรื่องนี้มีการเรียกประชุมเป็นระยะๆ ระหว่างรัฐบาลกับสำนักราชเลขาธิการ
ทางรัฐบาลส่ง นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนร่วมกับตัวแทนของสำนักราชเลขาธิการ
ในการหารือได้มีการวางขอบเขตในการแก้ไขปัญหา ทางนายนิพนธ์ ได้บอกในที่ประชุมว่า ได้เรียน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทราบทุกครั้ง ซึ่งนายกฯ บอกว่าให้ รมว.ยุติธรรม เป็นผู้พิจารณา
แต่ท้ายที่สุดปัญหาที่วางไว้จะมีการแก้ไขตามลำดับขั้นตอน กลับโยนปัญหาให้ทาง สำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบ
แม้กระทั่งเรื่อง "พระ" ที่ได้มีการประสานไปยัง "สำนักพุทธฯ" ว่าให้ห้ามกลุ่มพระที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้
เพราะชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่ควรแก่สมณสารูป แต่ทาง "สำนักพุทธ" กลับบอกมาว่า ไม่สามารถห้ามได้
ดูเหมือนว่าทุกฝ่ายเลือกที่จะปล่อยให้เรื่องราวไหลไปตามยถากรรม ไม่พยายามทำความเข้าใจว่า ความพยายามต่อรองเพื่อให้ได้เข้าไปพระราชวังนั้นหมายความว่าอย่างไร
ไม่ยอมรับรู้ สำเหนียกว่า เมื่อได้ตรงนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
เพราะการต่อรองนั้น มักตั้งอยู่ในจุดสูงสุด และการเจรจาจะทำให้ได้พบกับจุดที่ทุกฝ่ายรับกันได้ ...แต่สำหรับกรณีนี้ ก็เป็นที่รับรู้กันอยู่ว่า ได้คืบจะเอาศอกนั้น เกิดขึ้นได้แน่ๆ
แล้วก็เป็นอย่างนั้น
นายวีระ ในฐานะตัวแทนกลุ่มเสื้อแดงอ่านคำถวายฎีกา ต่อ นายอินจันทร์ บุราพันธ์ รองราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง พร้อมมอบใบฎีกา 383 กล่อง ประมาณ 4 รถบรรทุก ให้เป็นที่เรียบร้อย จากนั้นกลุ่มพระสงฆ์ 5 รูป ได้ยื่นถวายใบฎีกานำโดย พระมหาโชว์ ทัศนีโย และได้นำสวดมนต์
กลายเป็นกิจของสงฆ์
ที่สร้างความอึดอัดคับข้องใจให้แก่สำนักราชเลขาธิการก็คือ หลังจากที่ นปช. มายื่นฎีกาแล้ว นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาขอสำเนาจากสำนักราชเลขาธิการ
ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า เรื่องนี้ อย่างไรก็จะต้องส่งถึงนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว
เรื่องนี้กลายเป็นการมองกันคนละแง่ละมุม ฝ่ายสำนักราชเลขาธิการมองว่า กลไกรัฐบาลมีอยู่มากมายหลายอย่าง แต่กลับไม่นำมาใช้เสียตั้งแต่แรก ปล่อยให้เรื่องราวล่วงเลยมาจนถึงขั้นที่ว่า จะมีการมายื่นฎีกาผ่านสำนักราชเลขาธิการ
ในขณะที่รัฐบาลนั้นกลับมองว่า สุดท้ายเรื่องราวก็ต้องส่งมายังรัฐบาล และการตัดสินใจ (โดยผ่านคำเสนอแนะ) นั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่ดี
จะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ ควรต้องคำนึงว่า ตามโบราณราชประเพณี และความศักดิ์สิทธิ์ ของพระบรมมหาราชวังนั้น เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องรักษา ต้องหวงแหนเทิดทูน อย่าว่าแต่ความสุจริตใจ-กายเลย เอาเพียงแค่ว่า ที่มาของฎีกานั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้รัฐบาลชัดเจนแล้วหรือยัง
ถ้าชัดเจนแล้ว ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อรักษาอำนาจที่มีอยู่ในมือ หากแต่ต้องป้องกันไม่ให้สิ่งที่เคารพเทิดทูนต้องมัวหมอง



