
โลกของคนแก่
โลกเราทุกวันนี้เป็นโลกของคนแก่-ตามรายงานล่าสุดของสำนักสำมะโนประชากรสหรัฐรายงานว่าประชากรโลกในปัจจุบันมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น และภายใน 10 ปีข้างหน้า ประชากรที่มีอายุเกิน 65 ปี จะมีจำนวนมากกว่าเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
ตามหลักประชากรศาสตร์ ได้แบ่งกลุ่มอายุของประชากรเป็น 3 กลุ่ม คือ อายุ 1-14 ปี เรียกว่าวัยเด็ก อายุ 15-64 ปี เรียกว่าวัยทำงาน และอายุ 65 ปีขึ้นไป เรียกว่าวัยชรา นอกจากนี้สหประชาชาติยังได้กำหนดว่า ประเทศใดที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึง 10% ของประชากรทั้งประเทศ ให้ถือว่าเป็นประเทศประชากรสูงวัย และประเทศใดก็ตามที่มีค่าอายุเฉลี่ยของประชากรทั้งประเทศสูงเกิน 30 ปี ก็ถือว่าเป็นประเทศประชากรสูงวัย ซึ่งประเทศไทยมีประชากรที่อายุกิน 60 ประมาณ 7 ล้านคน และมีอายุประชากรโดยเฉลี่ยกว่า 30.5 ปี ซึ่งเข้าเกณฑ์ทั้งสองข้อนี้
ตามรายงานของสำนักสำมะโนประชากรสหรัฐระบุว่า ภายในปี 2040 ประชากรโลกที่มีอายุเกิน 65 ปี จะเพิ่มจาก 7% ในปัจจุบันเป็น 14% คือจาก 506 ล้านคน เป็น 1,300 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ลำพังแค่จีนและอินเดียซึ่งขณะนี้มีประชากรที่มีอายุเกิน 65 ปี อยู่ 166 ล้านคน ก็จะเพิ่มเป็น 551 ล้านคน ใน 31 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ประชากรที่มีอายุ 80 ปี คือกลุ่มที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุดในหลายๆ ประเทศ ซึ่งคาดว่าประชากรกลุ่มนี้จะเพิ่มมากกว่า 200% ก่อนปี 2050 และผู้สูงวัยในหลายประเทศก็มีอายุที่ยืนยาวขึ้น เช่น คนญี่ปุ่นจะมีอายุยืนประมาณ 83 ปี และคนชราในสแกนดิเนเวียก็จะมีอายุประมาณ 82 ปี
สาเหตุประการสำคัญๆ ที่ทำให้โลกของเรากลายเป็นโลกของผู้สูงวัยประการแรกมาจากคุณภาพชีวิตและวิวัฒนาการทางการแพทย์ รวมทั้งการบำรุงดูแลสุขภาพที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน การว่างเว้นจากสงคราม ภัยพิบัติ และโรคภัยไข้เจ็บรุนแรง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีอัตราเกิดของทารกที่ลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป กับนโยบายวางแผนครอบครัวของรัฐบาลหลายประเทศในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
แน่นอนว่าประชากรที่สูงอายุย่อมเป็นภาระของรัฐและสังคม ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล ที่พักอาศัย และการบริการสาธารณะต่างๆ ในประชาคมยุโรปซึ่งประเทศส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการ ประเมินว่าจากคนที่อยู่ในวัยทำงาน 4 คน ที่เลี้ยงดูคนรับบำนาญ 1 คน ในปี 2004 จะลดลงเหลือคนที่อยู่ในวัยทำงาน 2 คน ที่เลี้ยงดูคนรับบำนาญ 1 คน ในปี 2050 ซึ่งหมายความว่าการที่มีประชากรสูงอายุมากขึ้น แต่ประชากรในวัยทำงานไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจะก่อให้เกิดปัญหาด้านเงินอุดหนุนด้านสวัสดิการสังคม
หลายประเทศเริ่มเป็นกังวลกับเรื่องประชากรสูงอายุ และแสวงหาวิธีการที่จะลดภาระของรัฐลง ขณะเดียวกับที่หาทางนำประชากรกลุ่มดังกล่าวกลับเข้ามาสู่การทำงานหรือการผลิต แทนการที่รัฐต้องเป็นฝ่ายให้การอุดหนุนเช่นเดิม วิธีการที่ว่านี้มีทั้งการยืดอายุการเกษียณให้นานออกไป หรือหางานที่ผู้เกษียณมีทักษะและความชำนาญให้ทำหลังเกษียณ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นการลดภาระของรัฐได้อย่างมากแล้ว ยังทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าและสามารถทำประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ ซึ่งจะส่งผลดีแก่สุขภาพกายและใจเป็นอย่างสูงเช่นกัน



