
วินาทีดวลเดือด "ตร.-โจร"ดับคู่
การเรียกจับรถวิ่งเร็วเกินกำหนด กลับกลายเป็นการจับแก๊งค้ายาเสพติด ฉากการไล่ล่าจบลงด้วยการดวลปืน คู่หูตำรวจทางหลวงกับอาสาฯ ต้องสังเวยชีวิต 2 ศพ ส่วนคนร้ายเองก็หนีไปได้ไม่ไกล ถูกยิงตายดับตามกัน !?!
16.30 น. ด.ต.อนุมาทย์ ปัตเมฆ ผบ.หมู่ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. พร้อมด้วยบัดดี้ ส.ต.อ.วินัย ชายแก้ว ผบ.หมู่ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.และ จีรวัฒน์ ปัตเมฆ อาสาสมัครตำรวจทางหลวง น้องชายดาบอนุมาทย์ วัย 25 ปี ขับรถยนต์สายตรวจตำรวจทางหลวง หมายเลขข้างรถ 2405 ทะเบียน วภ 5082 กรุงเทพมหานคร ออกตรวจตราบนถนนเพชรเกษม จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นรถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บธ 4124 ชุมพร ขับมาด้วยความเร็วสูงจาก อ.กะเปอร์ มุ่งหน้า อ.สุขสำราญ หลักกิโลเมตรที่ 697-698 หมู่ 3 บ้านบางกล้วย ต.นาคา อ.สุขสำราญ จ.ระนอง จึงส่งสัญญาณไฟวับวาบและสัญญาณมือเรียกจอดชิดขอบทางซ้าย
รถกระบะต้องสงสัยทำทีเหมือนจะจอดสนิท แต่แล้วก็เหมือนกับเกิดความลังเลใจ เร่งเครื่องออกไปด้วยความเร็ว ด.ต.อนุมาทย์วิ่งกลับไปขึ้นรถด้านคนขับ ส่วนคู่หูกระโดดขึ้นเบาะหน้าซ้าย จีรวัฒน์ตามขึ้นมานั่งเบาะหลัง ขับตามไปอย่างกระชั้นชิดเป็นระยะทางไกลกว่า 3 กิโลเมตร รถกระบะต้องสงสัยจึงเลี้ยวซ้ายเข้าซอยลาดยางข้างทาง โดยมีรถตำรวจทางหลวงตามจี้ก้นไปติดๆ ด.ต.อนุมาทย์ พยายามเร่งเครื่องขึ้นประกบแล้วเบียดลงข้างทาง เพื่อให้ผู้ขับรถต้องสงสัยหยุดรถ ซึ่งท้ายที่สุดก็เป็นผล รถกระบะที่ขับหนีการไล่ล่ามาเป็นระยะทางไกลก็ชะลอรถจอดชิดทางด้านซ้าย โดยมีรถตำรวจทางหลวงจอดอยู่ด้านท้ายห่างออกมาราว 3 เมตร
"ตอนนั้น ส.ต.อ.วินัย ลงจากรถอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม ส่วนผมกำลังลงจากรถสายตรวจ เห็นคนขับรถกระบะเปิดกระจกด้านขวาลง แล้วใช้ปืนยิงใส่ ส.ต.อ.วินัย ที่กำลังเข้าไปตรวจค้น 1 นัด กระสุนเข้าหน้าอกล้มลงทันที ส่วนน้องชายผมก็เปิดประตูด้านหลังขวาวิ่งไปช่วย ส.ต.อ.วินัย ก็ถูกยิงใส่อีก 1 นัดจนล้มลงต่อหน้าต่อตา แล้วยิงใส่รถสายตรวจอีกชุดใหญ่ ผมเลยหมอบลงกับทางระบายน้ำริมถนน แล้วใช้ปืนพก 9 มม.ยิงตอบโต้ไปประมาณ 6 นัด" ด.ต.อนุมาทย์ เล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ต้องสูญเสียคู่หูและน้องชายไปในคราวเดียวกัน
การตัดสินใจยิงตอบโต้ออกไปของตำรวจทางหลวงชุมพร กระสุนกลุ่มหนึ่งเข้าจุดสำคัญทำให้คนขับรถกระบะอีซูซุต้องสงสัยเคลื่อนตัวออกจากที่ไปได้ไกล 200-300 เมตรก็ต้องเสียหลักชนกับตีนเขาจนหยุดนิ่ง ด.ต.อนุมาทย์ ยังไม่หันไปให้ความสนใจกับกลุ่มคนร้าย แต่พยายามวิทยุร้องขอกำลังเสริมและรถพยาบาล แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถช่วยชีวิตทั้งคู่หูและน้องชายได้
ต่อมา พล.ต.ต.อนุรุต กฤษณพการเกตุ ผบก.ภ.จว.ระนอง เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมอัยการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และแพทย์เวร รพ.สุขสำราญ ด้าน พ.ต.อ.ไกรทอง จันทร์ทองใบ ผกก.สภ.สุขสำราญ นำกำลังฝ่ายสืบสวนและสายตรวจ กระจายกำลังปิดล้อมค้นหาตัวคนร้ายที่เหลือ ส่วนภายในรถพบศพ "สุรินทร์ จิมเริง" อายุ 34 ปี ถูกยิงเข้ากลางหลังเสียชีวิตคาที่นั่งคนขับ ปืนพกสั้น .357 สมิทแอนด์เวสสัน ในรังเพลิงพบปลอกกระสุนปืนที่ยิงแล้ว 6 นัดตกอยู่ข้างๆ กับปืน .38 อีกกระบอกที่บรรจุกระสุนเต็มรังเพลิงพร้อมใช้ และปืนยาว .22 ติดลำกล้องพร้อมกระสุนในรังเพลิง
จากการค้นหาอย่างระมัดระวังไม่นานก็สามารถจับกุมตัว "สายัณห์ เทพหมื่นใจ" อายุ 32 ปี คนร้ายอีกคนที่หลบซ่อนอยู่บนเขาใกล้จุดเกิดเหตุ จึงนำตัวมาสอบสวนก่อนจะให้การซัดทอดว่าคนร้ายอีกคนคือ "ชราวุธ บุตรมาลา" วัย 20 ปี จาก อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งตามจับกุมได้ในเวลาต่อมา
พ.ต.อ.ไกรทอง เล่าว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองคนให้การว่า คนที่ลงมือยิงตำรวจคือนายสุรินทร์ที่ถูกวิสามัญฆาตกรรม โดยก่อนเกิดเหตุได้เข้ามาใน จ.ระนอง เพื่อปล่อยยาบ้าตั้งแต่เวลาตีหนึ่งถึงตีสี่ วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จกำลังเดินทางกลับบ้านที่ จ.สุราษฎร์ธานี แต่พบตำรวจทางหลวงเรียกตรวจ ด้วยความเกรงกลัวความผิดจึงต้องหลบหนี
สำหรับนายสุรินทร์ จิมเริง เคยมีประวัติต้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์และมีประวัติพัวพันกับยาเสพติด ส่วนนายสายัณห์เคยต้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์เช่นเดียวกัน และเพิ่มพ้นโทษออกมาได้ไม่นานนัก สำหรับนายชราวุธอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติอาชญากร
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นอุทาหรณ์ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น ส่วนรัฐบาลก็ควรเล็งเห็นความสำคัญของการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ป้องกันตัวแก่บุคลากรให้มากกว่าที่มีอยู่ หากวันนี้เรามีเสื้อเกราะกันกระสุนมากพอให้ตำรวจใช้ ส.ต.อ.วินัยก็คงไม่ต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ เป็นกระสุนนัดเดียวบริเวณหน้าอก ที่ปลิดวิญญาณเขาออกจากร่าง...ทั้งที่ในทางปฏิบัติสามารถป้องกันได้ด้วยเสื้อเกราะกันกระสุน



