ข่าว

พระเมตตาสู่ปลายด้ามขวาน

พระเมตตาสู่ปลายด้ามขวาน

12 พ.ย. 2559

"ทรงรักและผูกพันกับประชาชน จะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ไหนที่จะยอมเสี่ยงตายเพื่อประชาชนแบบนี้" ล่ามภาษามลายูประจำพระองค์เล่าด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

พระเมตตาสู่ปลายด้ามขวาน

กว่า 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตรากตรำพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีโดยถ้วนทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในถิ่นทุรกันดารและห่างไกลความเจริญ ไม่มีสถานที่ใดบนแผ่นดินขวานทองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จะทรงละเลย และไม่เพียงแต่ชาวไทยพุทธเท่านั้นที่จะได้รับพระเมตตา เพราะพระเมตตาอันยากจะพรรณนานี้ยังแผ่ไปถึงพี่น้องชาวไทยมุสลิมในประเทศไทย ยังความปลาบปลื้มอันหาที่สุดมิได้

พระเมตตาสู่ปลายด้ามขวาน

                                                      ว่าที่ร้อยโทดิลก ศิริวัลลภ 

ส่วนหนึ่งเรื่องราวความประทับใจเหล่านี้ถูกสะท้อนผ่านมุมมมองของ ว่าที่ร้อยโทดิลก ศิริวัลลภ ล่ามภาษามลายูประจำพระองค์ ที่มาร่วมถ่ายทอดความประทับใจ ภายในงานแถลงข่าว “ไทยแลนด์ ฮาลาล เอสเซมบลี 2016” บริเวณโถงหน้าลิฟต์แก้ว ชั้นจี อาคารจัตุรัสจามจุรี เมื่อบ่ายวันก่อน 

ว่าที่ร้อยโทดิลก เล่าว่า พื้นเพเป็นชาว จ.นราธิวาส มีโอกาสได้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ.2516 ซึ่งครั้งนั้นเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จ.นราธิวาส

“ในหลวงท่านเสด็จฯ มาเยี่ยมประชาชนในภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 โดยเสด็จฯ มาที่นราธิวาสเป็นจังหวัดสุดท้าย หลังจากนั้นเสด็จฯ มาอีกหลายครั้งจนทรงรู้ปัญหาของภาคใต้เป็นอย่างดี กระทั่งปี 2516 นายอำเภอได้คัดเลือกให้ผมซึ่งตอนนั้นเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการตากใบ มาเป็นล่ามแปลภาษามลายูให้พระองค์ท่านกับชาวมุสลิม พอปี พ.ศ.2518 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถรับสั่งให้ผมมาเป็นล่ามประจำพระองค์ติดตามในหลวงทุกครั้งที่เสด็จฯ มาภาคใต้ ตอนนั้นรู้สึกกลัวและเกร็งมาก เพราะใช้คำราชาศัพท์ไม่เป็น ส่วนภาษาไทยก็พูดไม่ชัดเท่าไหร่ยังคงติดสำเนียงทองแดงอยู่ แต่ด้วยความที่พระองค์ท่านทรงพระเมตตา ทรงยิ้มแย้มแจ่มใสและไม่ทรงถือพระองค์ ความกังวลใจเหล่านั้นจึงคลายลง แปรเปลี่ยนเป็นความดีใจและเป็นกำลังใจในการทำงาน” ล่ามประจำพระองค์พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เล่าด้วยแววตาเปี่ยมสุข

ไม่เพียงแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเท่านั้นที่สนพระราชหฤทัยภาษามลายู ถึงขั้นให้ล่ามหาหนังสือมาทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ก็สนพระราชหฤทัยเช่นกัน

“ในหลวงท่านตรัสได้บ้างเป็นคำๆ เวลาเสด็จฯ มาเยี่ยมชาวบ้าน จะทรงทักทายถามไถ่ทุกข์สุขบ้าง อย่างปวดหัวหรือไม่ หาหมอแล้วหรือยัง เป็นต้น ส่วนสมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงฟังออกแต่จะให้ผมเป็นล่ามให้ ขณะที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงใช้ภาษามลายูได้เก่งมากโดยไม่ต้องมีล่าม ซึ่งตรงนี้ชาวมุสลิมดีใจมากที่ทรงสนใจภาษาของเรา” ว่าที่ร้อยโทดิลกกล่าว พร้อมเล่าต่อไปว่า แรกๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มา คนที่นี่จะกลัวเพราะคิดว่าพระองค์ท่านดุ แต่พอได้เห็นพระอารมณ์ขัน จึงรู้ว่าทรงใจดี จากที่เมื่อก่อนชาวบ้านเรียกท่านว่า “รายอซีเย” แปลว่าพระเจ้าแผ่นดินแห่งสยาม เปลี่ยนมาเป็น “รายอกีตอ” หรือพระเจ้าแผ่นดินของเรา และท้ายที่สุดเมื่อชาวบ้านเห็นความใกล้ชิดและความห่วงใยที่ทรงมีให้ ทั้งยังทรงสร้างอาชีพ พัฒนาการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทุกคนจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนมาเรียกพระองค์ท่านว่า “กีตอกาเซะรายอกีตอ” แปลว่า เรารักในหลวงของเรา

ว่าที่ร้อยโทดิลก เล่าต่ออีกว่า คนมุสลิมรักพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทั้ง 2 พระองค์ทรงสร้างศรัทธาด้วยการลงมาเยี่ยมเยียนประชาชน โดยยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ร่วมกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

“ทุกปีพระองค์ท่านจะเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ปีละ 2 เดือน จะเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎร และทรงดูงานตามพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่บ่ายจนถึงค่ำ พระองค์ท่านไม่ทรงกังวลเรื่องการเดินทางที่ยากลำบาก หรืออันตรายต่างๆ เลย เรื่องอาหารการกินก็เสวยง่ายๆ อย่างเมนูที่เห็นทุกครั้งบนโต๊ะเสวยจะมี 3 อย่างนี้เสมอคือ โรตีมัสมั่น ข้าวหมกไก่ และไก่สะเต๊ะ และเมื่อเชิญคนมุสลิมในพื้นที่มาทานข้าวด้วยจะทรงดูแลเรื่องอาหารด้วยความใส่พระราชหฤทัย ด้วยการให้ชาวบ้านเป็นผู้ปรุงเอง รวมทั้งภาชนะจะสั่งมาใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เกิดความมั่นใจ” ล่ามมุสลิมเล่าเรื่องราวที่ไม่มีวันลืม

ตลอดชีวิตการทำงานจากวันนั้นจนถึงวัย 76 ปีในวันนี้ มีเรื่องราวความประทับใจเกิดขึ้นมากมาย ทว่าเรื่องที่ยังคงตรึงตราอยู่ในใจไม่มีวันลืมคือเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขับรถฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากไปเยี่ยมราษฎรที่วัดภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ที่มารอตั้งแต่เช้าตรู่

“เหตุการณ์ในวันนั้นผมจำได้อย่างแม่มนยำ คือระหว่างทางที่จะไปวัดภูเขาทอง สะพานถูกน้ำพัดเสียหายจนไม่สามารถข้ามไปได้ พระองค์ท่านทรงใช้วิทยุไปถามว่ามีประชาชนมาหรือยัง พอทรงทราบว่าประชาชนมารอกันเยอะ บวกกับต้องทรงไปสำรวจงานหลายอย่าง มีรับสั่งว่า เขาลำบาก เราต้องไป แล้วก็ทรงขับรถด้วยพระองค์เองตามรถคันที่ผมนั่งฝ่าจุดที่น้ำเชี่ยวมาก น้ำลึก ไปจนถึงจุดหมาย แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงรักและผูกพันกับประชาชน จะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ไหนที่จะยอมเสี่ยงตายเพื่อประชาชนแบบนี้” ล่ามประจำพระองค์เล่าด้วยความปลาบปลื้ม 

พร้อมทิ้งท้ายว่า ดีใจมากที่ได้รับเกียรติจากคนในแผ่นดินไทยหลายสิบล้านคนให้ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างระหว่างคนต่างศาสนา โดยเฉพาะผู้ยากไร้ ให้มีความเข้าใจที่ดีต่อกัน พร้อมทั้งนำความจงรักภักดีของประชาชนแปลให้พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ แล้วนำความห่วงใยของพระองค์ท่านมาถ่ายทอดให้ประชาชนรับรู้ ทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า เมื่อมีโอกาสจึงต้องทำให้ดีที่สุด ทั้งยังได้นำพระราชดำรัสต่างๆ มาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต และสั่งสอนลูกหลานต่อไปด้วย

พระเมตตาสู่ปลายด้ามขวาน

พระเมตตาสู่ปลายด้ามขวาน

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานคือการขับร้องบทเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ภาคภาษาอาหรับ โดยคณะอนาชีดมัจลิชุดดีนี ซึ่งถูกนำมาเรียบเรียงทำนองประสานเสียงใหม่ให้ตรงกับบทเพลงสรรเสริญพระบารมี แปลเป็นเนื้อร้องภาษาอาหรับโดย อ.ต่วน สุวรรณศาสน์ อดีตจุฬาราชมนตรี เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทางชลมารคผ่านตรอกโรงภาษีเก่า ตั้งอยู่บริเวณมัสยิดฮารูน ถ.เจริญกรุง กรุงเทพฯ