ข่าว

ขั้วเนวินผงาดคุมคลองหลอด

ขั้วเนวินผงาดคุมคลองหลอด

19 ส.ค. 2552

พลัน “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รมว.มหาดไทย หรือ "ปู่จิ้น" เจ้าสำนักภูมิใจไทยได้ชงเรื่องเข้า ครม. ตั้ง “มานิต วัฒนเสน” ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ แทน “วิชัย ศรีขวัญ” ที่ต้องโบกมือลาวางมือตามกาลเวลาอายุขัยราชการ และเตรียมล่องใต้กลับบ้านเดิมสุราษฎร์ธานี ย่อ

 สุดท้ายก็เป็นไปตามคาด มานิต เข้าวินชนิดแบเบอร์ไร้ปัญหา

 เมื่อเก้าอี้ของ “มานิต” อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่างลง คนที่คาดว่าจะได้รับมอบหมายให้มาดูแลอู่ข้าวอู่น้ำที่รับผิดชอบดูแลเม็ดเงินงบประมาณกว่าแสนล้าน นั้นจะเป็นใคร ?

 กระแสที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจจะต้องโฟกัสหาคำตอบ ก็หนีไม่พ้นการที่จะต้องจับตาไปที่แขน-ขา มือไม้ คนสนิท

 มองแล้วก็น่าจะเป็น อดีตรองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ 5 ปี สนิทสนมกับคนในตระกูลชิดชอบแทบทุกคน นี่อาจเรียกได้ว่า เป็นซูเปอร์คอนเนคชั่น

 แล้วก็ตรงนั้นแหละ ที่เป็นสะพานเชื่อเข้าหาฝ่ายการเมืองในพรรคภูมิใจไทยได้อย่างไม่เคอะเขิน

 ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน “ไพรัตน์ สกลพันธุ์” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คนปัจจุบันคนนี้นี่แหละ

 เก่าไปใหม่มา เมื่อคนหนึ่งก้าวขึ้นไป ก็ย่อมมีการผลักดันคนอื่นมาแทน

 เมื่อไพรัตน์ ไปดีเป็นอธิบดีกรมแสนล้าน เก้าอี้ที่ว่าง ก็ย่อมถูกจัดสรรให้เหมาะสม ส่วนจะสมใจใครหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันเอง เพราะรู้กันอยู่ว่า ยุคนี้ ใครใหญ่ !

 คนที่ เนวิน เคยเอ่ยปากว่า รักมากเป็นพิเศษ เช่นเดียวกันกับที่เคย เอ่ยถึงมานิต ย่อมได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ

 นั่นทำให้ “ประจักษ์ สุวรรณภักดี” ผวจ.นครราชสีมา มีโอกาสมากกว่าใครเพื่อน ที่จะได้สัมผัสกับเก้าอี้ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

 ส่วนผู้ที่ต้องอำลา ในฐานะที่เป็นข้าราชการจนครบ 60 ปี ในตำแหน่ง “รองปลัดกระทรวง-ผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย” มีทั้งสิ้น 22 ตำแหน่ง
 แต่กลับเพิ่มอีกตำแหน่ง เพราะ “ต่อพงษ์ อ่ำพันธุ์” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายบริหาร ที่ไม่ยอมรอเวลาเกษียณปี 2553 ชิงยื่นขอหยุดอาชีพข้าราชการ ทำให้เบ็ดเสร็จตัวเลขเก้าอี้ต้องว่างลง 23 ตัว

 นี่เป็นการบ้านให้ มานิต ได้คิดพลิกแพลงแสดงฝีไม้ลายมือจัดบัญชีรายชื่อเสนอ “ชวรัตน์” นับถอยหลังขีดเส้นไม่เกิน 2 สัปดาห์

 บางคนอาจจะอึดอัด คับข้อง เพราะการเมืองดันจนสุดติ่ง เพราะ มานิต มาเป็นอธิบดีได้ไม่ถึงปีก็พรวดขึ้นเป็นปลัดกระทรวง สายตาทุกคู่จึงจับจ้องมองเขม้นว่า มานิต จะจัดคนอย่างไร

 วางคนให้ตรงกับงาน หรือจะยึดกรอบมุ่งประสานประโยชน์สนองการเมือง ภายใต้สโลแกนของบิ๊กคลองหลอดรุ่นเก่า ที่อยู่ได้ปลอดภัยเก้าอี้ขาไม่หัก ต้องทำงานชนิดเข้าตากรรมการ ประเภทสั่ง 1 อย่างได้ 2 อย่างแบบ “ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย”

 นั่นจึงต้องจับตาการเขย่าเก้าอี้ ซี 10 ครั้งใหญ่ ชนิดตาไม่กะพริบ

 เพราะการบ้านนั้นชัดเจนว่า ถ้ามี 100 ข้อ เกิน 60 ต้องเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดวางมือไม้ที่ต่อเชื่อมสายสัมพันธ์ได้ในยามคับขัน โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งทั่วไป

 เหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนี้บ้างก็เรียกว่า "เป็นประเพณี" แต่ก็มีบางคนเรียกว่า "วงจรอุบาทว์"

 บางคนที่ว่านั้น บางคนก็มีโอกาสก้าวข้ามอุปสรรคยืนผงาดอย่างโดดเด่น ...แต่เมื่อถึงวาระตนเองแล้ว "ประเพณี" ก็ยังคงเข้มแข็งเหนือแรงต้านที่เมื่อครั้ง "ไฟแรง" พยายามแข็งขืนกับระบบ

ก่อนจะถึงวันนั้น

 เส้นทางของ "ไพรัตน์ สกลพันธุ์" อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ตัวเต็งนั่งเก้าอี้ "อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น" นั้นนับว่าทั้งเก่งทั้งเฮง ได้ทั้งสายบุรีรัมย์และสายใต้

 เกิดเมื่อ 4 มีนาคม 2497 เป็นชาวจังหวัดสิงห์บุรี การศึกษาปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทพัฒนบริหารศาสตร์ มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า)

 จบหลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 23 หลักสูตรนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 24 หลักสูตรฝ่ายอำนวยการ อส.รุ่นที่ 9 และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 43

 เริ่มรับราชการ เมื่อ 1 พ.ค. 2517 ก่อนมารับตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก

 เพียงไม่กี่วัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ลงพื้นที่ จ.นครนายก "ไพรัตน์" ได้สปริงบอร์ดขึ้นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ก่อนเป็นตัวเต็งเก้าอี้ "อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น"

วัฒนา ค้ำชู