
ขั้วเนวินผงาดคุมคลองหลอด
พลัน ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หรือ "ปู่จิ้น" เจ้าสำนักภูมิใจไทยได้ชงเรื่องเข้า ครม. ตั้ง มานิต วัฒนเสน ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ แทน วิชัย ศรีขวัญ ที่ต้องโบกมือลาวางมือตามกาลเวลาอายุขัยราชการ และเตรียมล่องใต้กลับบ้านเดิมสุราษฎร์ธานี ย่อ
สุดท้ายก็เป็นไปตามคาด มานิต เข้าวินชนิดแบเบอร์ไร้ปัญหา
เมื่อเก้าอี้ของ “มานิต” อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่างลง คนที่คาดว่าจะได้รับมอบหมายให้มาดูแลอู่ข้าวอู่น้ำที่รับผิดชอบดูแลเม็ดเงินงบประมาณกว่าแสนล้าน นั้นจะเป็นใคร ?
กระแสที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจจะต้องโฟกัสหาคำตอบ ก็หนีไม่พ้นการที่จะต้องจับตาไปที่แขน-ขา มือไม้ คนสนิท
มองแล้วก็น่าจะเป็น อดีตรองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ 5 ปี สนิทสนมกับคนในตระกูลชิดชอบแทบทุกคน นี่อาจเรียกได้ว่า เป็นซูเปอร์คอนเนคชั่น
แล้วก็ตรงนั้นแหละ ที่เป็นสะพานเชื่อเข้าหาฝ่ายการเมืองในพรรคภูมิใจไทยได้อย่างไม่เคอะเขิน
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน “ไพรัตน์ สกลพันธุ์” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คนปัจจุบันคนนี้นี่แหละ
เก่าไปใหม่มา เมื่อคนหนึ่งก้าวขึ้นไป ก็ย่อมมีการผลักดันคนอื่นมาแทน
เมื่อไพรัตน์ ไปดีเป็นอธิบดีกรมแสนล้าน เก้าอี้ที่ว่าง ก็ย่อมถูกจัดสรรให้เหมาะสม ส่วนจะสมใจใครหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันเอง เพราะรู้กันอยู่ว่า ยุคนี้ ใครใหญ่ !
คนที่ เนวิน เคยเอ่ยปากว่า รักมากเป็นพิเศษ เช่นเดียวกันกับที่เคย เอ่ยถึงมานิต ย่อมได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ
นั่นทำให้ “ประจักษ์ สุวรรณภักดี” ผวจ.นครราชสีมา มีโอกาสมากกว่าใครเพื่อน ที่จะได้สัมผัสกับเก้าอี้ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
ส่วนผู้ที่ต้องอำลา ในฐานะที่เป็นข้าราชการจนครบ 60 ปี ในตำแหน่ง “รองปลัดกระทรวง-ผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย” มีทั้งสิ้น 22 ตำแหน่ง
แต่กลับเพิ่มอีกตำแหน่ง เพราะ “ต่อพงษ์ อ่ำพันธุ์” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายบริหาร ที่ไม่ยอมรอเวลาเกษียณปี 2553 ชิงยื่นขอหยุดอาชีพข้าราชการ ทำให้เบ็ดเสร็จตัวเลขเก้าอี้ต้องว่างลง 23 ตัว
นี่เป็นการบ้านให้ มานิต ได้คิดพลิกแพลงแสดงฝีไม้ลายมือจัดบัญชีรายชื่อเสนอ “ชวรัตน์” นับถอยหลังขีดเส้นไม่เกิน 2 สัปดาห์
บางคนอาจจะอึดอัด คับข้อง เพราะการเมืองดันจนสุดติ่ง เพราะ มานิต มาเป็นอธิบดีได้ไม่ถึงปีก็พรวดขึ้นเป็นปลัดกระทรวง สายตาทุกคู่จึงจับจ้องมองเขม้นว่า มานิต จะจัดคนอย่างไร
วางคนให้ตรงกับงาน หรือจะยึดกรอบมุ่งประสานประโยชน์สนองการเมือง ภายใต้สโลแกนของบิ๊กคลองหลอดรุ่นเก่า ที่อยู่ได้ปลอดภัยเก้าอี้ขาไม่หัก ต้องทำงานชนิดเข้าตากรรมการ ประเภทสั่ง 1 อย่างได้ 2 อย่างแบบ “ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย”
นั่นจึงต้องจับตาการเขย่าเก้าอี้ ซี 10 ครั้งใหญ่ ชนิดตาไม่กะพริบ
เพราะการบ้านนั้นชัดเจนว่า ถ้ามี 100 ข้อ เกิน 60 ต้องเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดวางมือไม้ที่ต่อเชื่อมสายสัมพันธ์ได้ในยามคับขัน โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งทั่วไป
เหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนี้บ้างก็เรียกว่า "เป็นประเพณี" แต่ก็มีบางคนเรียกว่า "วงจรอุบาทว์"
บางคนที่ว่านั้น บางคนก็มีโอกาสก้าวข้ามอุปสรรคยืนผงาดอย่างโดดเด่น ...แต่เมื่อถึงวาระตนเองแล้ว "ประเพณี" ก็ยังคงเข้มแข็งเหนือแรงต้านที่เมื่อครั้ง "ไฟแรง" พยายามแข็งขืนกับระบบ
ก่อนจะถึงวันนั้น
เส้นทางของ "ไพรัตน์ สกลพันธุ์" อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ตัวเต็งนั่งเก้าอี้ "อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น" นั้นนับว่าทั้งเก่งทั้งเฮง ได้ทั้งสายบุรีรัมย์และสายใต้
เกิดเมื่อ 4 มีนาคม 2497 เป็นชาวจังหวัดสิงห์บุรี การศึกษาปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทพัฒนบริหารศาสตร์ มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า)
จบหลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 23 หลักสูตรนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 24 หลักสูตรฝ่ายอำนวยการ อส.รุ่นที่ 9 และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 43
เริ่มรับราชการ เมื่อ 1 พ.ค. 2517 ก่อนมารับตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก
เพียงไม่กี่วัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ลงพื้นที่ จ.นครนายก "ไพรัตน์" ได้สปริงบอร์ดขึ้นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ก่อนเป็นตัวเต็งเก้าอี้ "อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น"
วัฒนา ค้ำชู



