ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง มีประชาชนต่างสวมใส่ชุดสีดำพร้อมใจกันมาเข้าแถวรอตั้งแต่เวลา 03.00 น. และสำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรี เวลา 05.00 น. ยิ่งสายสภาพอากาศยิ่งร้อนอยอ้าว บางคนมีอาการวิงเวียนศีรษะ และเป็นลมต้องปฐมพยาบาล แต่ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทะยอยเข้ากราบสักการะอย่างต่อเนื่อง
พีรพงศ์ กิตติปฐมวิทย์และครอบครัว
นายพีรพงศ์ กิตติปฐมวิทย์ อายุ 44 ปี ชาวอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น เดินทางมากับภรรยาและลูกๆ นางอรรจตภรณ์ อายุ 42 ปี นายยศสรัล อายุ 19 ปี น.ส.พัฒน์นรี อายุ 16 ปี และ ด.ญ.อัสรีย์ อายุ 12 ปี โดยรถประจำทาวเวลา 3 ทุ่มถึงกรุงเทพฯ ตอนตี 3 เจ้าตัวเล่าว่ามาถวายสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม กับลูกสาว 2 คน หลังจากกราบสักกระเสร็จลูกๆ ก็เป็นจิตอาสาช่วยเก็บขยะ ส่วนวันนี้แต่ละคนจัดการเรื่องส่วนตัวเรียบร้อยจึงได้มากันครอบครัว ได้บอกกล่าวลูกๆ ว่าโชคดีแล้วที่ได้เกิดในยุคสมัยของพนะองค์ ได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณนำมาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต อย่างตัวเองเป็นพ่อก็ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีก่อนแล้วลูกจะดีตามได้
นายพีรพงศ์ เล่าความประทับใจว่าเมื่อปี 2523 ที่ตัวเองอายุราว 7 ขวยมีโอกาสติดตามพ่อแม่เฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ขณะเสด็จไปทรงเปิดเขื่อนน้ำเชิญ ที่ขอนแก่น ได้นั่งอยู่แถวหน้า ในหลวงเสด็จพร้อมด้วยพระราชินี และสมเด็จพระเทพฯ ผ่านมาจำได้ว่าทรงโบกพระหัตถ์และแย้มพระโอษฐ์ให้ประชาชน และมีรับสั่งถามพวกเราว่า "เหนื่อยไหม" ท่านเป็นทุกอย่างของประชาชน ทำงานเพื่อประชาชนอย่างไม่หวังผลอะไรเลย ทุกวันนี้ผมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจึงอยากทำความดีถวายด้วยการปลูกฝังความเสียสละ ทำประโยชน์ต่อสังคมให้ลูกๆ ที่บ้านเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือ ก็ได้ทำริชแบนด์รักในหลวง 1,000 เส้นไว้แจกจ่ายลูกค้าด้วย หลังจากนี้ตั้งใจจะมากราบสักการะพระบรมศพอีกเรื่อยๆ
ด้านลูกสาว น.ส.พัฒน์นรี กล่าวว่า ที่โรงเรียนปลูกฝังเรื่องการใช้ชีวิตโดยนำพระราชดำรัสต่างๆ มาบอกกล่าวนักเรียน ส่วนตัวแม้ไม่เคยเฝ้าฯ รับเสด็จแต่รู้สึกภูมิใจที่มีโอาสมากราบสักการะพระบรมศพในวันนี้ คิดถึงตอนที่พระองค์ท่านทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จะตั้งใจเรียน ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีสุดถวายพระองค์ท่าน
นางอำภรณ์ หนูขาว อายุ 46 ปี ชาว จ.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี กล่าวภายหลังเข้ากราบสักการะพระบรมศพ กล่าวว่า สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำให้กับคนไทยนั้นมากจนไม่สามารถพูดได้หมด แค่คิดถึงพระองค์ก็รู้สึกแน่นและตื้นตันจนพูดไม่ถูก เพราะทุกสิ่งที่พระองค์ท่านทำนั้นสามารถนำมาปฏิบัติได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการในพระราชดำริ หรือพระราชดำรัสในโอกาสต่าง ๆหากเราเลือกนำมาใช้ ซึ่งตนเองก็ได้ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาโดยตลอด เช่นใช้จ่ายแบบพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย และมีความรักสามัคคีกัน นอกจากนี้ในเรื่องฝนเทียมที่พระองค์ทรงคิดค้นขึ้นมาก็สามารถทำให้ภาคอีสาน หรือในที่ที่มีความแห้งแล้ง มีความชุ่มชื้นขึ้นมาเหมือนน้ำพระทัยของพระองค์ที่ช่วยโชลมแผ่นดินให้ชุ่มชื่นขึ้นมา
สิรารัตน์ สมุทธารักษ์และเพื่อน
น.ส.สิรารัตน์ สมุทธารักษ์ อายุ 25 ปี พนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง เดินทางมาจาก จ.พิษณุโลก โดยสารรถประจำทางมาพร้อมๆ กับเพื่อนวัยเดียวกัน ตั้งแต่เวลาสี่ทุ่มของเมื่อคืน มาถึงสถานีหมอชิตราวเวลาตีสามก่อนนั่งแท็กซี่มาต่อแถวบริเวณท้องสนามหลวง ได้ถวายสักการะพระบรมศพหน้าเบื้องพระบรมโกศประมาณ 8 โมงเช้า กล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า ตั้งใจจะมาถวายสักการะพระบรมศพสักครั้งหนึ่งในชีวิต จึงชวนเพื่อนๆ มาพร้อมกัน โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้จ่ายอย่างจำเป็น เช็คราคาค่าโดยสาร ทั้งเครื่องบิน รถไฟ และรถทัวร์ ปรากฎว่ารถทัวร์ราคาย่อมเยาวกว่า จึงตัดสินใจมารถทัวร์และใส่สิ่งของจำเป็นในกระเป๋าเป้ โดยเฉพาะกระโปรงทรงพลีทที่เคยสวมใส่สมัยเป็นนักศึกษา เสื้อเชิ้ตสีดำก็เป็นตัวที่เป็นประจำอยู่แล้ว นอกจากมีความเรียบร้อยแล้วยังประหยัดค่าใช้จ่าย
"เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เดินทางมาจากต่างจังหวัด จึงอยากแนะนำว่าควรแต่งกายอย่างสุภาพ เน้นคล่องตัวไม่แฟชั่นจ๋า และไม่สวมเสื้อผ้ารัดรูป เพราะสภาพอากาศร้อนอาจจะทำให้เป็นลมได้ สำหรับคนที่ไม่ชอบใส่กระโปรง อาจสวมกางเกงมาก่อน แล้วพกกระโปรงส่วนตัวมาเปลี่ยนที่ห้องน้ำหรือสถานที่ที่สะดวก ก่อนเข้าสักการะพระบรมศพก็ได้" น.ส. สิรารัตน์ กล่าว
ร.ต.อ.หญิง ชนากานต์ เพ็ชรตีบ
ด้าน ร.ต.อ.หญิง ชนากานต์ เพ็ชรตีบ อายุ 46 ปี รอง สว. กก.7 แต่งชุดไทยจิตรลดาพร้อมรัดเกล้าผมมาอย่างสวยงาม เดินทางมาพร้อมชาวบ้าน ต.โพไร่หวาน และ ต.บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี เผยภายหลังเข้าสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ด้วยน้ำเสียงสุดอาลัยว่า รวมตัวกับชาวบ้านประมาณ 10 คน ล่วงหน้าหนึ่งอาทิตย์ก่อนจะเดินทางมาที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จึงมีเวลาเตรียมตัวเรื่องการแต่งกายและเส้นทางการเดินทาง สำหรับชุดได้ซื้อหาแถวบ้านตัดเย็บโดยใช้ผ้าไหมอิตาลี ตามปกติไม่เคยใส่ชุดแบบนี้แต่อยากแต่งกายให้เรียบร้อยเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติ
"ดิฉันเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ปฎิบัติหน้าที่เหมือนทหารและตำรวจในคนเดียวกัน ยามเกิดวิกฤตน้ำท่วมก็พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชน สอนหนังสือกับนักเรียน และมีหน้าที่จับกุมคนร้ายด้วย การแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างดีที่สุดคือการตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมให้ดีที่สุด" ร.ต.อ.หญิง ชนากานต์ กล่าว