
ปลดล๊อควิกฤตข้าวอย่างยั่งยืน!
โดย - ดลมนัส กาเจ
แม้มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่ให้ทบทวนมติ ครม.เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ฤดูกาลผลิต 2559/60 ผ่านโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก ฤดูกาลผลิต 2559/60 จากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะข้าวเปลือกหอมมะลิเท่านั้น เพิ่มเป็นให้ครอบคลุมทั้งข้าวเปลือกเจ้า และข้าวหอมปทุมธานี ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เป้าหมายการดำเนินงานแบ่งเป็น ข้าวเปลือกหอมมะลิตามโครงการเดิม 2 ล้านตัน ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวหอมปทุมธานี 1 ล้านตันโดยใช้วงเงินดำเนินการโครงการทั้งหมดกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ทำให้เมื่อรวมเบ็ดเสร็จแล้วข้าวเปลือกเจ้าจะได้เงินตันละ 10,500 บาท และข้าวปทุมธานี 1 ตันละ 11,300 บาท ขณะที่ข้าวหอมมะลิจะอยู่ราวๆตันละ 1.3 หมื่นบาท ก็ตาม แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ขณะที่ราคาข้าวในตลาดโลกยังแกว่ง และยังไม่มีปัจจัยใด้ที่จะบ่งชี้ว่าราคาข้าวจะขยับตัวขึ้นในเร็ววันนี้
หากดูตัวเลขขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ รายงานราคาเฉลี่ยของข้าวสารหอมมะลิไทยส่งออกในปี 2558 อยู่ที่ 1,008 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่หลังจากปลายปี 2558 ราคาข้าวสารหอมมะลิลดลงเหลือ 980 ดอลลาร์สหรัฐ และทรุดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นต้นมา โดยเฉพาะนับจากเดือนกันยายน 2559 ที่ผ่านมา ราคาได้ตกต่ำอยู่ที่ 725 ดอลลาร์สหรัฐลดลงไปร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมในปี 2558 ขณะที่แหล่งผลิตใน 3 ประเทศคือไทย เวียดนาม และกัมพูชา มีถึง 13 ล้านตันข้าวเปลือก อันนี้ยังไม่รวมกับประเทศอินเดียและปากีสถาน ที่ผลินข้าวหอมอื่นอีก
เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ได้ระดมความคิดนักวิชาการด้านข้าวมาสะท้อนแนวคิดบนเวทีเสวนา หัวข้อ “ปลดล็อคแก้ปัญหาราคาข้าวอย่างยั่งยืน”ที่อาคารสารนิเทศน์ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าทางออกต้องพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานข้าวไทยให้เหนือกว่าคู่แข่ง เปิดตลาดใหม่ แบ่งเกรดเพื่ออุตสาหกรรมแปรรูป เป็นต้น
ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการรองฮะการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรเกษตรศาสตร์ (มก.)สะท้อนให้เห็นว่า สถานการณ์ราคาข้าวที่ตกต่ำในปัจจุบันนั้น ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญต่อภาคเกษตรมายาวนาน พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือชาวนาทั้งระยะสั้นด้วยการเปิดมหาวิทยาลัยให้เกษตรกรนำข้าวที่ปลูกและสีเองมาขายได้ แต่ที่จะเน้นคือการปัญหาระยายาว ซึ่ง ม.มีความพร้อมในด้านบุคลากรที่จะรวมกันทำการพัฒนาวิจัย เพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่ และให้ได้คุณภาพ เนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวของไทยน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่อาจสายพันธุือื่นปะปน ทำให้ความหอมน้อยลง นอกจานี้จะมีการพัฒนาในด้านการเพิ่มมูลค่าข้าวให้มากขึ้น เพื่ออนาคตข้าวนั้นไม่เพียงแต่จะนำมาบริโภค หากอาจมีการแรรูปทำเป็นเครื่องสำอ่าง หรือที่มีคุณค่าทางโภชนาสูง หรือเป็นโอสถเป็นต้น
สอดคล้องแนวคิดของ รศ. สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโสสถาบันคลังสมองของชาติ ชี้ถึงสถานการณ์ข้าวไทยในตลาดโลกว่า ผลผลิตข้าวของโลกมีมากกว่าการบริโภค ในขณะที่การขยายตัวของสต็อกข้าวโลกมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในประเทศผู้ผลิตข้าวที่สำคัญ ทั้งในประเทศจีน อินเดีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนข้าวส่วนเกินสูงขึ้นในทุกระดับ ทำให้ประเทศผู้ผลิตผู้ส่งออกมีการแข่งขันด้านราคาของตลาดข้าวสูงขึ้น ตั้งแต่ข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นข้าวระดับพรีเมี่ยมที่ไทยเคยมีการส่งออกมากกว่า โดยมีคู่แข่งขันสำคัญอย่างเวียดนาม กัมพูชา ส่วนข้าวในระดับข้าวขาว 5% และ 25% ก็มีคู่แข่งที่สำคัญอย่างอินเดียและเวียดนาม
“ตอนนี้ที่น่าจับตามองคือเขมร แม้จะเพิ่งลงมาสู่ตลาดแต่ก็มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะว่าคุณภาพข้าวหอมมะลิของเขมรที่เรียกว่า ข้าวผกามะลิ แทบไม่แตกต่างกับเรา ในขณะที่ของเราพบว่าปัจจุบันมีกลิ่นหอมน้อยลง ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คุณภาพของข้าวหอมมะลิไทยถูกท้าทาย ถูกเปรียบเทียบกับข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้” รศ..สมพร กล่าว
นักวิชาการอาวุโสสถาบันคลังสมองของชาติ เสนอทางออกว่า ควรปรับโครงสร้างการผลิตข้าวให้เกิดความสมดุล เน้นการผลิตข้าวที่เป็นตลาดเฉพาะ โดยอาศัยชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการใช้นวัตกรรมให้มากที่สุด ควรสร้างมาตรฐานข้าวขึ้นมาใหม่ ข้าวชนิดใดเหมาะกับการนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น นำไปทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว หรือทำเป็นแป้ง และโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยจะต้องเข้าใจมาตรฐานการผลิตข้าวในยุคยุคการค้าเสรีด้วย
เช่นเดัยวกับ รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เจ้าของผลงานวิจัยเรื่องข้าวมากมาย โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์ข้าวไรซ์เบอรี่ มองว่า ความหอมของข้าวหอมมะลิ 105ได้มีงานวิจัยออกมา พบว่าความหอมจะอยู่รอบๆเมล็ดข้าว ไม่ได้อยู่ลึกลงไปในแกนข้าว เมื่อเก็บไว้นานๆความหอมอาจลดน้อยลงได้ และนอกจากนี้การปลูกในสภาพพื้นที่ดินหรือสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันก็มีผลต่อความหอมเช่นกัน รวมทั้งพันธุ์ข้าวที่นำมาปลูกไม่บริสุทธิ์มีการเจือปน
อีกทั้งการใช้ปุ๋ยเคมีที่มากขึ้นก็มีผลมากหรือแม้แต่การสีข้าวที่อุณหภูมิความร้อนสูง ทำให้สารที่ให้ความหอมสลายไป ที่ผ่านมาได้มีการคิดค้นวิธีการเพิ่มความหอมของข้าวหอมมะลิ ด้วยการฉีดสารอินทรีย์ เร่งความหอม ในช่วงที่ข้าวออกดอก ให้ฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นระยะเวลา 1 เดือน และใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก โดยวิธีการนี้ไม่ได้ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ต้นทุนสูงขึ้นไร่ละราว 200 บาท ทางออกต้องหาวิธีให้ข้าวหอมต้องมีความหอมคบที่ตลอดไป ทาง มก. วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ดำเนินการเรื่องนี้อยู่
ด้าน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มก.มองว่า การซื้อขายข้าวออนไลน์โดยลูกหลานชาวนาอาจจะเป็นทางออกหนึ่งที่มีการตื่นตัวกันมาก แต่อาจจะเป็นกระแสช่วงเวลาหนึ่งที่อาจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ระยะยาวอาจมีปัญหาเช่น ระบบการขนส่งที่เป็นต้นทุนหลัก ทางที่ดีลูกหลานชาวนาทำงานอยู่ที่ไหนก็ควรจะมาขายข้าวสาร ณ จุดนั้น เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งของนักวิชาการด้านข้าว ที่สะท้อนผ่านเวทีเสวนา เพื่อชี้แนะให้เห็นถึงแนวทางในการแก้ปัญหาราคาข้าวอย่างยั่งยืนในอนาคต



