
อภิสิทธิ์ลั่นพร้อมหนุนกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น
"นายกฯ" ลั่นพร้อมสนับสนุนกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น แนะวิธีกระจายควรให้เป็นธรรมชาติ ไม่ควรบีบบังคับ โดยเฉพาะเรื่องบุคลากร พร้อมขอความเห็นใจงบฯสนับสนุนปีนี้ลดลง แต่ขอให้อดทนกันสักนิด
(18ส.ค.) โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ เมื่อเวลา 17.30 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ เพื่อเป็นองค์ปาฐากถาเรื่อง ” คุยสบายๆสไตล์นายกฯอภิสิทธิ์ในประเด็นการเมืองและการกระจายอำนาจ ” ในหลักสูตรวุฒิบัตรการพัฒนาความสามารถผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำหรับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า โดยมีสาระที่น่าสนใจ ว่า ตนตั้งใจว่าเมื่อมีโอกาสมาพบนายกอบจ. 43 คนที่มานั่งแลกเปลี่ยนกันโดยไม่ต้องฉายหนังซ้ำ ตนทำงานกระจายอำนาจมานานพอควร
เพราะพรรคประชาธิปัตย์ทำเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2489 โดยตนสนับสนุนเรื่องนี้มาตั้งต้น แต่โจทย์การปรับปรุงท้องถิ่นที่เริ่มจากสภาตำบลที่เกิดขึ้นมานั้น หลักการนี้มีข้อดีคือ ใกล้ชิดประชาชน แต่มันทำให้หน่วยปกครองส่วนท้องถิ่นมีขนาดเล็กและมีเยอะ หากไปยุบก็จะมีปัญหาตามมา ส่วนอบจ.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้นเป็นองค์กรท้องถิ่นที่ดูแล้วน่าจะมีความสำคัญเพราะหน่วยจังหวัดน่าจะทำอะไรได้เยอะ แต่ระบบของไทยมันมีสองชั้น คืออบจ.มีพื้นที่ของตัวเองหรือไม่เนื่องจากเทศบาลและอบต.มีพื้นที่ของตัวเองแล้ว ฉะนั้นอบจ.ควรไปดูอำนาจอื่นที่น่าสนใจกว่าแทน
นายกฯ กล่าวว่า อบจ.,อบต.และเทศบาลผ่านการเลือกตั้ง 2 - 3 ครั้งแล้ว คิดว่ามันจะเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นกับความรู้สึกประชาชนว่าองค์กรท้องถิ่นต้องมีบทบาทกับประชาชนที่มากขึ้น ฉะนั้นต้องเสริมความแข็งแกร่ง แต่ส่วนที่เป็นปัญหาคือ จะอธิบายให้รู้กันว่าพื้นที่นี้มีผู้ว่าฯ, หน่วยงานกลาง, อบจ.,อบต.และเทศบาลแล้วนั้น จะแบ่งงานกันอย่างไร หากจะผลักดันการกระจายอำนาจนั้น การถ่ายโอนภารกิจของส่วนกลางยังเป็นเรื่องหลัก แต่มันติดปัญหาว่า ถ่ายโอนงานแต่ไม่โอนคนและเงินมันก็ทำไม่ได้ โดยทิศทางที่รัฐบาลกระทำในตอนนี้ คือ อาศัยกฎหมายที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่รู้ว่าหากแก้รัฐธรรมนูญต้องปรับกฎหมายนี้อีกหรือไม่
นายกฯ กล่าวอีกว่า ในการกระจายอำนาจนั้นงานศึกษา และสาธารณสุขต้องตามไปอยู่กับท้องถิ่น หากสองหน่วยงานนี้ย้ายไปงบท้องถิ่นร้อยละ 35 จะตามไปได้ง่ายมาก แต่มีปัญหาบุคลากรยังติดกับต้นสังกัด ทั้งนี้จะดึงกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการมาอยู่ในการกระจายอำนาจ ฉะนั้นการถ่ายโอนอย่ายึดตายตัว มันต้องให้ส่วนกลางและท้องถิ่นร่วมงานกันมากขึ้น โดยปล่อยแบบธรรมชาติคือให้ร่วมงานและลงตัวกันเอง หากเข้าใจกันนั้นก็คงจะไม่มีการแต่งชุดดำมาประท้วงอีก
นายกฯกล่าวว่า ส่วนการปกครองส่วนภูมิภาคนั้น กำลังใช้กลไกของกนจ.ขับเคลื่อนภารกิจ คือดูกลุ่มจังหวัดที่มียุทธศาสตร์ระดับชาติที่เชื่อมโยงและเป็นโจทย์ในการทำงาน ส่วนภารกิจบริหารพื้นฐานต้องปล่อยให้เป็นของท้องถิ่น ภารกิจมันก็ชัดเจนขึ้น งบบูรณาการกลุ่มจังหวัดนั้นตนพยายามทำให้ได้ในปี 2554 เพราะมีแผนยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ ที่ตอนนี้มีการของบซ้อนกันมาก จนไม่มีระบบ ฉะนั้นนายกอบจ.จะต้องประสานกับสำนักนายกฯและกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางที่คณะกรรมการกระจายอำนาจดูแล แม้ตอนนี้กรรมการชุดนี้จะออกกฎหมายที่ขัดกับกระทรวงมหาดไทย แต่ตนจะพยายามสะสางเรื่องนี้เพื่อให้เดินหน้า เมื่อกฎหมายเอื้อกับบุคลากรและงบประมาณแล้ว บุคลากรก็จะย้ายไปสังกัดท้องถิ่นเอง
นายกฯ กล่าวต่อว่า ท้องถิ่นจะพัฒนาได้ก็มาจากศรัทธาประชาชน หากต้องการอะไรก็จะได้ตามนั้น แต่ท้องถิ่นกับรัฐบาลต้องทำงานด้วยกัน แม้ปีนี้งบท้องถิ่นโดนลดลง แต่วันนี้ครม.อนุมัติงบประมาณโครงการโครงการไทยเข้มแข็ง 2.3 หมื่นล้านบาท รัฐบาลจะจัดอุดหนุนไปให้ในโครงการเหล่านี้ แม้จะยังไม่ครบก็ตาม และ 1 - 2 ปีนี้ลำบากนิด จากนั้นจะเดินหน้าโดยจะนำมาจากภาษีที่ดินในอนาคตมาอุดหนุนร่วมกัน และดูแล้วเศรษกิจปีหน้าน่าจะดีขึ้นเพราะการกู้เงินสี่แสนล้านบาทนั้นอาจจะกู้ไม่ถึงแล้ว
“ส่วนพื้นที่ท้องถิ่นพิเศษ บางพื้นที่ต้องทำจริงๆ แต่รูปแบบนั้นไม่ได้ยึดตามกทม.และพัทยา เพราะพื้นที่พิเศษนั้นอาจเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ,พื้นที่จังหวดชายแดนภาคใต้, พื้นที่ท่องเที่ยว แ ต่ทั้งนี้รัฐบาลต้องประสานกับส่วนภูมิภาคในการดำเนินการเรื่องนี้ด้วย ” นายกฯกล่าว
จากนั้นมีการตั้งคำถามจากนายกอบจ.สอบถามนายอภิสิทธิ์ คำถามเเรกคือ กฎหมายสี่ฉบับที่คณะกรรมการกระจายอำนาจและร่างของส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องเสนอไปนั้น จะใช้ร่างของฝ่ายใด นายกฯตอบว่า ครม.มีมติจะยึดร่างกฎหมายของกรรมการกระจายอำนาจเป็นหลัก ทั้งนี้นายกอบจ.ได้ขอเตะฟุตบอลสมานฉันท์กับครม.โดยนายกฯยินดีรับคำเชิญนี้ด้วย ทั้งนี้นายกอบจ.ส่วนใหญ่ของบอุดหนุนเพิ่มเติมที่ขอให้รัฐบาลสนับสนุนคงเดิมไว้ด้วย



