
สตรีผิวขาว หนึ่งในปัจจัยปราชัยของฮิลลารี
มีคำถามมากมายว่าเพราะอะไรพฤติกรรมเหยียดเพศของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้ช่วยเพิ่มคะแนนในกลุ่มผู้หญิงให้กับ ฮิลลารี คลินตัน
การพูดจาดูถูกผู้หญิงโดยบางครั้งถึงกับเปรียบเทียบกับสุนัข หรือเคยวิจารณ์รูปร่างอดีตนางงามจักรวาลว่าอ้วนอุ้ยอ้าย จุดยืนเรื่องต่อต้านการทำแท้งแบบสุดโต่ง เทปเสียงสุดอื้อฉาวที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ปล่อยออกมาเมื่อต้นเดือนตุลาคม เผยถึงการพูดคุยโม้จับต้องของสงวนของผู้หญิงได้เพราะความดัง ตามด้วยผู้หญิงอีกไม่ต่ำกว่า 10 คนออกมากล่าวหาเคยถูกลวนลาม ทำให้คะแนนนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ เคยตกลงไปช่วงหนึ่ง บางโพลล์ให้ฮิลลารีมีคะแนนนิยมในกลุ่มผู้หญิงมากกว่าเลขสองหลัก แล้วก็คิดไปกันว่าน่าจะเป็นตะปูตอกฝาโลงช่วยให้ผู้หญิง ที่มีสัดส่วนผู้ใช้สิทธิ 52 % ออกมาลงคะแนนให้กับฮิลลารี คลินตัน พาเธอสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ
แต่กลายเป็นว่า ชัยชนะน่าตะลึงงันของทรัมป์ มาได้ด้วยเสียงสนับสนุนจากสตรีมากถึง 42% ขณะ 54% หนุนผู้สมัครหญิงด้วยกันอย่างคลินตัน
การเลือกตั้งเมื่อปี 2012 ผู้หญิง 55% โหวตเลือกประธานาธิบดีบารัก โอบามา ขณะ 44% เลือก มิตต์ รอมนีย์
แม้ภาพรวม ฮิลลารีกวาดเสียงจากผู้หญิงเหนือคู่แข่ง 12 จุด ( ทรัมป์ชนะคะแนนเสียงในกลุ่มผู้ชายด้วยส่วนต่างเดียวกัน ) แต่เมื่อแยกย่อย พบว่า สตรีผิวขาวหนุนทรัมป์ 53% และส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ หรือ 62% เป็นผู้ที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับวิทยาลัย ซึ่งอาจช่วยผลักดันให้เธอเข้าเส้นชัยได้
การไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิกลุ่มนี้เท่าที่ควรในรัฐที่ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคใด หรือ สวิงสเตท มีส่วนอย่างมาก ให้เธอพ่ายผลรวมคะแนนเสียงอิเล็กโทรัล คอลเลจ ในที่สุด
ในความเห็นนักวิชาการ ไดแอน ไฮท์ ศาสตราจารย์และประธานภาควิชาการการเมืองและรัฐบาล มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ในนิวยอร์ค มองว่า สถิตินี้อาจไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่ เพราะประเด็นหลักในการตัดสินใจเลือกผู้นำใหม่ในปี 2016 คือปากท้อง งาน และผู้อพยพ ไม่ใช่ประเด็นว่า ทรัมป์มองผู้หญิงเป็นอะไร หรือหากจะคิด แต่ก็ไม่เท่าความรู้สึกชิงชังกับวิธีปฏิบัติที่ได้รับจากชนชั้นนำในหมู่มีอำนาจ ชนชั้นที่ฮิลลารีเป็นส่วนหนึ่ง
แต่อีกด้าน ชัยชนะอย่างน่าตกตะลึงของทรัมป์ ทำให้ผู้หญิงอีกจำนวนมากเช่นกัน ต้องมานั่งทำความเข้าใจว่าเหตุใดพฤติกรรมเหยียดผู้หญิงของผู้สมัครเป็นประธานาธิบดี จึงถูกมองข้ามไปสิ้นเชิง
แอล.วี.แอนเดอร์สัน คอลัมน์นิสต์ใน เดอะ สเลท นิตยสารออนไลน์ ระบุว่า ผู้หญิงผิวขาวกว่าครึ่ง เทคะแนนให้กับผู้ชายที่โอ้อวดเรื่องการลวนลามผู้หญิง คนที่เคยบอกว่าจะตั้งผู้พิพากษาศาลสูงเพื่อมาคว่ำกฎหมายให้สิทธิผู้หญิงทำแท้ง และเลือกคนที่แสดงพฤติกรรมลดคุณค่าผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศอย่างเปิดเผยตลอดหลายสิบปี เธอถึงกับตำหนิว่าสตรีผิวขาวเหล่านั้น ขายเพื่อนร่วมชาติ ประเทศ และตัวเอง และพวกเราทุกคนจะต้องช้ำใจกับการเลืองตั้งครั้งนี้
หนึ่งในประเด็นห่วงกังวลที่สุดสำหรับผู้หญิงคือ ว่าที่ผู้นำใหม่ จะจัดการกับสิทธิทำแท้งอย่างไรเมื่อเข้าไปคุมทำเนียบขาว
ระหว่างเดินสายหาเสียง ทรัมป์เข้มขึ้นเรื่อยๆเรื่องสิทธิทำแท้ง โดยมีครั้งหนึ่งถึงกับกล่าวว่า หากทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมายเมื่อไหร่ ผู้หญิงที่พยายามยุติการตั้งครรภ์ ควรต้องถูกลงโทษ ก่อนมากลับคำพูดในภายหลัง สุดท้ายแล้ว จึงยังไม่แน่ชัดนักว่าทรัมป์ยืนอยู่ ณ จุดใดแน่ ถึงอย่างนั้น เมื่อทรัมป์เลือกไมค์ เพนซ์ มาเป็นว่าที่รองประธานาธิบดี ความกังวลก็กลับมาอีก เพนซ์เป็นผู้ว่าการรัฐอินดีแอนา ที่มีกฎหมายจำกัดการทำแท้งอย่างเข้มงวดที่สุดในประเทศ และลดงบสนับสนุนองค์กร แพลนด์ พาเรนท์ฮูด (Planned Parenthood ) ที่ให้บริการด้านคุมกำเนิด รวมถึงการทำแท้ง แก่สตรีอเมริกันผู้มีรายได้น้อย
ทำไมสตรีที่หนุนทรัมป์ถึงไม่สนใจในประเด็นนี้เลย ก็เป็นอีกคำถาม.. เวบไซต์ วีเมน ฟอร์ ทรัมป์ ( Women for Trump ) ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ หรือได้รับการสนับสนุนจากทีมหาเสียงของทรัมป์แต่แค่สนับสนุนทรัมป์ อาจมีคำตอบได้ในระดับหนึ่ง
สตรีกลุ่มนี้ไม่ปฏิเสธความเห็นเหยียดเพศของทรัมป์ แต่ให้เหตุผลว่า ทรัมป์เป็นเหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไป “เรามองที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด เพราะทรัมป์ไมได้ทำงานจากเทเลพรอมป์เตอร์ หรือตามสคริปต์ที่ปรับแต่งมาเป็นอย่างดีจากที่ปรึกษาและกลุ่มผลประโยชน์” ขณะที่เจน บิดดิก หนึ่งในผู้สนับสนุนหญิงของทรัมป์ กล่าวกับนิตยสาร นิวยอร์ก ว่าการสัมผัสแตะต้องไม่ถึงกับเป็นเรื่องผิดบาป ถ้าคุณเป็นชายรักหญิง ก็เป็นเรื่องปกติ
จูเลียต วิลเลียมส์ ศาสตราจารย์ด้านเพศศึกษา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในลอสแองเจลิส กล่าวว่า ทรัมป์ตีถูกจุด ที่สามารถระดมความโกรธแค้นของชายผิวขาว อย่างคนงานเหมืองในเวสต์เวอร์จิเนีย หรืออดีตคนงานภาครถยนต์ที่ว่างงานในมิชิแกน มาดึงคะแนน เวลานี้ อเมริกันทั้งซ้ายและขวาควรสงสัยว่า พลังความโกรธแค้นของผิวขาว ทั้งชายและหญิง หมายความว่าอย่างไรมากกว่า



