
"แลกชีวิตของคนในตระกูลให้พระองค์ท่านกลับมายอม"
ประชาชนเนืองแน่นต่อคิวรอถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
สำหรับบรรยากาศภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งยังคงเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมหาปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ก็ยังมีประชาชนแต่งกายด้วยชุดดำจำนวนมากมาเข้าแถวรออย่างเนืองแน่น
ด้วยสำนักในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเมตตาและให้โอกาสผู้พิการทางสายตา ในการที่ทรงรับโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดและคนตาบอดพิการซ้ำซ้อน ลพบุรี ไว้ในพระราชูปถัมภ์ นางสาวอิสรีย์ วงศ์ทอง ผู้จัดการโรงเรียนฯ เผยด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจหลังลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทว่า แม้แทบจะไม่ได้นอนเลย เพราะต้องพาคณะตัวแทนนักเรียนผู้พิการทางสายตาจำนวน 7 คน พร้อมกับคณะบุคลากรอีก 7 คน ออกเดินทางจากจังหวัดลพบุรีมาตั้งแต่เวลา 02.00 น. เพื่อให้ทันเวลาถวายสักการะพระบรมศพ ในช่วงเช้า นอกจากไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยหรือเพลียจากการอดนอนแล้ว แต่กลับรู้สึกว่าปลื้มใจมากๆ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสถวายความอาลัยและส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสู่สวรรคาลัย
“ตั้งใจพานักเรียนและคณะบุคลากรมาขอบพระคุณพระองค์ท่านที่ทรงเมตตาให้การดูแลและให้โอกาสผู้พิการทางสายตา ไม่เฉพาะแค่ที่โรงเรียนเราเท่านั้นแต่ยังรวมถึงทั่วประเทศ ทุกคนได้รับโอกาสจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และแนวพระราชดำริต่างๆ ในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งโรงเรียนเองก็ได้น้อมนำเอามาปฏิบัติด้วยการจัดทำสวนเกษตรพอเพียงในโรเงรียนให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมและเรียนรู้ เพื่อว่าเมื่อเด็กๆ เหล่านี้กลับไปอยู่บ้าน หรืออยู่ในชุมชนของตัวเอง จะได้นำเอาหลักดังกล่าวไปใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเอาไว้” นางสาวอิสรีย์ กล่าว
หนึ่งในตัวแทนนักเรียนผู้พิการทางสายตา นางสาวเพชรไพรินทร์ ลักษณะพอ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เผยด้วยน้ำเสียงไม่คลายความตื่นเต้นว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีโอกาสได้เฝ้ารับเสด็จฯ แต่พอทราบว่าพระองค์เสด็จสวรรคตก็รู้สึกเสียใจมากที่พระองค์ท่านทรงจากพวกเราไปแล้ว อยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก ได้แต่ระบายความรู้สึกออกมาผ่านการร้องเพลง และถึงจะมองไม่เห็นว่าพระองค์ทรงงานอะไรบ้าง แต่ก็รับรู้ผ่านการฟังมาโดยตลอดว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำงานหนักมาถึง 70 ปี ทั้งลุยน้ำลุยโคลน เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น และแม้ว่าครั้งนี้จะเป็นการเดินทางถวายพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ยอมรับว่าตื้นตันใจมาก ตอนที่กราบพระบรมศพพระองค์ท่านนั้น ตนเองได้พูดในใจว่า ถึงพระองค์จะจากพวกเราไปแล้ว แต่ท่านก็จะอยู่ในใจหนูและประชาชนคนไทยทุกคนไปตลอดกาล
ในขณะที่ นายวีรายุทธ วชิราพิภพ อายุ 48 ปี ชาวอินเดีย ที่เดินทางมาพร้อมด้วยภรรยาชาวอินเดีย นางนวลีน กอร์ อายุ 44 ปี ประกอบอาชีพค้าขายที่ เทศบาลเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ครอบครัวเป็นคนอินเดีย ที่มาอยู่อาศัยที่ประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ การที่เดินทางสักการะระในวันนี้ เป็นความรู้สึกที่อยากจะมา เหมือนเราเสียพ่อไปคนหนึ่ง ถ้าแลกชีวิตกับทั้งตระกูลเพื่อให้พระองค์ท่านกลับมาก็ยอม ไม่อยากให้พระองค์ท่านไปไหน
"ตนเกิดมาก็เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงานมาตลอด จำได้ว่าตั้งแต่เด็กไปโรงหนังจะมีเพลงสรรเสริญพระบารมี และตนก็จะร้องไห้ในทุกครั้ง เพราะรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ มีบุญที่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ครอบครัวตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่อย่างสุขสบาย จนเรารู้สึกว่าเราเป็นคนไทย แม้ว่าหน้าตาและผิวพรรณจะไม่ใช่ก็ตาม อยากให้บอกคนไทยว่าโชคดีมากๆ ที่ได้เกิดมาใต้ร่มโพธิสมภาร ส่วนตัวมีภาพความทรงจำที่ประทับใจในการเสร็จไปเยี่ยมราษฏรในพื้นที่ต่างๆ ชอบรอยพระสรวล และแววพระเนตรที่ทรงมีพระเมตตา" หนุ่มอินเดียกล่าว



