
ปัจจัยนอกเสี่ยงเพิ่มกนง.คงดอกเบี้ย
กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% มองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศเพิ่มขึ้น ห่วงผลกระทบปราบทัวร์ศูนย์เหรียญฉุดยอดนทท.จีน
นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อนแม้มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น จากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากต่างประเทศเป็นประเด็นที่ กนง. ให้น้ำหนักค่อนข้างมาก ซึ่งมีความไม่แน่นอนที่สืบเนื่องจากการพัฒนาการทางการเมืองในสหรัฐและยุโรป นอกจากนี้ ปัญหาภาคการเงินในยุโรปและจีนยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งปัจจัยในประเทศเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะเดินทางเข้ามาประเทศไทยน้อยกว่าประมาณการเดิม
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนโดยรวมยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ แม้ปรับดีขึ้นบ้างในบางอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกในขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอลงจากมาตรการจัดระเบียบผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว (ทัวร์ศูนย์เหรียญ) สำหรับการบริโภคภาคเอกชนยังคงขยายตัวได้ แม้กิจกรรมบางประเภทอาจชะลอลงบ้างชั่วคราว ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนให้แก่เศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง
“คณะกรรมการฯ เห็นว่าการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายยังมีความสำคัญ เพราะในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น”นายจาตุรงค์กล่าว
ด้านนางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการ ผู้บริหารกลุ่ม ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี ตามการคาดการณ์ของตลาด และนับเป็นการลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ครั้งที่ 12 ติดต่อกันของ กนง. ที่ให้คงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่กรุงศรียังคงมุมมองเดิมว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.50% ในการประชุมครั้งต่อไปวันที่ 21 ธันวาคม และจะคงไว้ตลอดทั้งปี 2560



