ข่าว

วิธีป้องกันมิคสัญญีกลียุคบทความ"ประเวศ วะสี"

วิธีป้องกันมิคสัญญีกลียุคบทความ"ประเวศ วะสี"

18 ส.ค. 2552

สังคมไทยวิกฤตสุดๆ ทุกด้าน และเข้าไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองจนสุดทางไป เมื่อหมดทางไปก็จะเกิดสงครามกลางเมือง อย่างที่เคยเกิดมาในประวัติศาสตร์ของชาติต่างๆ ในยุโรปเมื่อ ๔๐๐ ปีมาแล้ว เกิดสงคราม ๓๐ ปีบ้านแตกสาแหรกขาดล้มตายกันเป็นเบือ ในสหรัฐอเมริกาเหนือใต้ตกล

ที่ศรีลังกาการสู้รบระหว่างทมิฬและสิงหลเกือบ ๓๐ ปีผู้คนล้มตายไปหลายหมื่นคน ที่รวันดาความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าฮูตูกับทุตซี นำไปสู่การสังหารผู้คนประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน ภายใน ๓ เดือน ยังมีตัวอย่างอื่นๆ อีกมากที่ความติดขัดทางประวัติศาสตร์ ต้องนำไปสู่การตายของคนจำนวนมาก จึงสามารถหลุดไปสู่จุดลงตัวใหม่ได้

 สังคมไทยมีความขัดแย้งในตัวเอง ที่เรียกกันว่าความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง และพยายามดิ้นรนหาจุดลงตัวมากว่า ๑๐๐ ปีตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ผ่านการนองเลือดมาก็หลายครั้ง เมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ กับ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายกองทัพกับฝ่ายประชาธิปไตย มีพระเจ้าอยู่หัวทรงมาไกล่เกลี่ยก็ระงับไปได้ แต่เป็นการระงับตามอาการ ไม่ได้ระงับต้นเหตุ โรคก็คงคุกรุ่นลุกลามขยายตัวมาเป็นความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งซับซ้อนกว่าเดิม ไม่มีใครไกล่เกลี่ยได้ สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเคยเป็นศูนย์รวมใจ และทรงศักย์ในการไกล่เกลี่ย ก็ถูกดึงเข้ามาสู่ความขัดแย้งและเป็นเป้าของการถูกโจมตีท่ามกลางการต่อสู้ในปัจจุบันด้วย

 ท่ามกลางวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ที่ไม่มีใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแก้ไขหรือเอาชนะได้ สังคมไทยจึงมาจ่ออยู่ที่ทางสองแพร่ง ทางหนึ่งคือไปสู่มิคสัญญีกลียุค ฆ่าฟันล้มตายกันเป็นเบือ อีกทางหนึ่ง เมื่อไม่มีทางไปในระนาบเดิมแล้ว สังคมไทยสามารถยกระดับออกจากภพภูมิเดิม ไปสู่จุดลงตัวใหม่ ที่สังคมไทยจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้ เราไม่มีทางถอยไปสู่สภาพเก่า เพราะสภาพเก่าเป็นเหตุปัจจัยให้คนไทยขัดแย้งจนแทบจะฆ่ากันตายในวันนี้ สังคมไทยควรถือโอกาสที่มีสภาวะวิกฤตอย่างไม่มีทางออกในสภาพเดิม เปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปประเทศไทยไปสู่จุดลงตัวใหม่ในภูมิที่สูงขึ้น

 ต่อไปนี้คือข้อเสนอ ๕ ประการในการป้องกันมิคสัญญีกลียุคและปฏิรูปประเทศไทยไปสู่การลงตัวในระนาบใหม่
๑.การป้องกันความรุนแรงเฉพาะหน้า

 ความขัดแย้งไม่สามารถระงับดับลงได้ในเร็ววัน เรื่องเฉพาะหน้าจึงมีประการเดียวเท่านั้น คือป้องกันความรุนแรงอย่าให้ฆ่ากันตาย จะทะเลาะทุ่มเถียงชุมนุมเดินขบวนอะไรก็ทำไป แต่อย่าให้เกิดความรุนแรง สังคมไทยได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ต้องการความรุนแรง และมองในแง่ดี สังคมไทยมีจุดแข็งตรงนี้ ทั้งๆ ที่มีคนพยายามจุดชนวนให้เกิดการจราจลหลายครั้ง ทั้งเมื่อ ๗ ตุลาคม ในการประชุมอาเซียนที่พัทยา ในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด และในการยิงสนธิ คนไทยก็ไม่บ้าคลั่งก่อจราจลเผาผลาญบ้านเผาเมือง เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ นี่เป็นจุดที่เจริญของคนไทย ใครก่อความรุนแรง ความชอบธรรมจะลดลงในสายตาของสาธารณะ และต้องนอนเลียแผลกันอยู่ หรือรับกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง นับตั้งแต่กรณีฆ่านักศึกษากลางเมืองอย่างทารุณเมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เรื่อยมาจนถึงพฤษภามหาวิปโยคและกรณียิงสนธิ เมื่อ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๒ ทุกฝ่ายต้องระลึกรู้ การฆ่าคนแล้วไม่บาปไม่มี จะขัดแย้งกันอย่างไรๆ ก็จะฆ่ากันไม่ได้ สังคมต้องเข้ามาช่วยกันป้องกันความรุนแรง สังคมควรจะเข้ามาร่วมกำหนดและกำกับกรอบ กติกา และกลไก ที่จะป้องกันความรุนแรง ทั้งนี้เพื่อให้เวลาประเทศไทยในการเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดลงตัวใหม่

๒. ยกสถาบันพระมหากษัตริย์ และแยกคุณทักษิณออกจากสมการของความขัดแย้ง

 สังคมก็เช่นเดียวกับบุคคล เมื่อเกิดความรุนแรงแล้วจะปิดการรับความจริง เมื่อไม่รู้จักและใช้ความจริงก็ไม่มีทางออกด้วยสันติวิธี
ในขณะนี้จุดเร้าอารมณ์รุนแรงมีอยู่ ๒ จุด คือจุดหนึ่งอยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ อีกจุดหนึ่งอยู่ที่คุณทักษิณ

คุณทักษิณจะดีชั่วอย่างไรหรือเพราะอะไรก็ตาม เป็นจุดแตกแยกใหญ่ที่มีคนรักจำนวนมากและคนเกลียดจำนวนมาก ข้างละเป็นล้านๆ คน รักก็รักสุดๆ เกลียดก็เกลียดสุดๆ  ขนาดทำอย่างไรกูก็ไม่ยอมแม้นแผ่นดินกลบหน้าก็ตาม

การที่จะแก้วิกฤติได้จึงต้องแยกจุดเร้าอารมณ์ทั้งสองจุดออกจากสมการความขัดแย้ง คือ

หนึ่ง ต้องไม่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง เลิกกล่าวหาใครว่าไม่จงรักภักดี หรือกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกันง่ายๆ ไม่กระทำการใดๆ ที่ดึงสถาบันเข้ามาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ในท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองทุกวันนี้ ทุกฝ่ายลำบากหมด รวมทั้งพระเจ้าอยู่หัวด้วย พระมหากษัตริย์จะมั่นคงปลอดภัยต่อเมื่อบ้านเมืองมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ประเทศอังกฤษเริ่มต้นก็เป็นการต่อสู้กันระหว่างกษัตริย์กับฝ่ายประชาธิปไตย แต่เมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แล้วสถาบันกษัตริย์ก็มั่นคง พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษหลายพระองค์ก็ไม่ใช่คนเก่ง หรือบางพระองก็ไม่ใช่คนดีเสียด้วยซ้ำไป แต่บ้านเมืองก็อยู่ได้ เพราะในระบอบประชาธิปไตย ผู้คนอันหลากหลายช่วยกันประคับประคองบ้านเมือง ถ้าคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องเป็นคนดีและคนเก่ง ก็จะเครียดมาก เพราะเป็นเรื่องที่พยากรณ์ไม่ได้ เราต้องการความคิดใหม่ สัมพันธภาพใหม่ ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย

สอง ต้องไม่ดึงคุณทักษิณเข้ามาสู่เกมการต่อสู้ ซึ่งจะสาหัสและบอบช้ำมาก และไม่มีใครชนะ มีคนต้องการใช้คุณทักษิณเป็นเครื่องมือด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน จึงเป็นเรื่องของคุณทักษิณจะต้องตัดสินใจด้วยตนเอง ว่าจะยุติเกมการต่อสู้หรือไม่ คุณทักษิณสามารถเปลี่ยนจากยุทธศาสตร์การต่อสู้ ซึ่งจะก่อมิคสัญญีกลียุค ไปสู่ยุทธศาสตร์สร้างสรรค์ได้ ซึ่งจะกล่าวต่อไป ถ้าคุณทักษิณปรับไปสู่ยุทธศาสตร์สร้างสรรค์ จะเปิดทางออกให้คุณทักษิณอย่างหลากหลาย สังคมไทยจะได้เรียนรู้ความยุติธรรมเชิงฟื้นฟู (Restorative Justice) ความยุติธรรมไม่ได้มีแต่ความยุติธรรมเชิงตัดสินเท่านั้น ซึ่งมักแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนไม่ได้ ต้องใช้ความยุติธรรมเชิงพื้นฟูบูรณะด้วย

๓. เหลือทางไปทางเดียวเท่านั้น ที่เราจะต้องมีเป้าหมายร่วมกัน
 จากการดิ้นรนต่อสู้ในทางการเมืองกันมากว่า ๑๐๐ ปี และเลือดตกยางออกกันมาหลายครั้ง ได้ให้บทเรียนแล้วว่าสังคมไทยปฏิเสธอะไรและต้องการอะไร เช่น
(๑) เราไม่สามารถกลับไปเป็นระบอบราชาธิปไตยได้
(๒) เราไปเป็นระบอบคอมมูนิสต์ไม่ได้
(๓) เราไปเป็นระบอบเผด็จการทหารไม่ได้
(๔) การปฏิวัติรัฐประหารแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้
(๕) ระบอบการเลือกตั้งแบบใช้เงินซื้อเสียง แล้วเข้ามาโกงกินกัน แก้ปัญหาประเทศ ไม่ได้
(๖) ระบอบการปกครองแบบอำนาจรัฐรวมศูนย์แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ และก่อให้เกิดความรุนแรง
(๗) ระบบความยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรมแก้ปัญหาประเทศไม่ได้
(๘) การขาดความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมก่อให้เกิดความขัดแย้งและรุนแรง
ฯลฯ

ท่านอาจจะเติมต่อลงไปได้อีกหลายข้อ

 บทเรียนว่าทางไหนๆ ก็ตีบตัน จึงเหลือทางไปทางเดียวเท่านั้น คือประชาธิปไตยที่แท้ หรือประชาธิปไตยที่เป็นธรรม ไม่ใช่ประชาธิปไตยปลอมๆ และต้องเป็นประชาธิปไตยที่สามารถแก้ปัญหาของคนยากจน และสร้างความเป็นธรรมได้

 เราไม่มีทางออกอย่างอื่นเลย ฉะนั้นจะสังเกตว่าแม้ฝ่ายที่ขัดแย้งกันก็ใช้คำว่าประชาธิปไตยเหมือนกัน เช่น “พันธมิตรประชนเพื่อประชาธิปไตย” (พธม.) “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) ลูกศิษย์อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ก็ชู “ปฏิวัติประชาธิปไตย” มานานแล้ว เมื่อก่อนก็มีทหารประชาธิปไตย

 จึงเหลือประชาธิปไตยทางเดียวเท่านั้นที่จะเป็นทางไปร่วมกัน แทนที่จะตีกันตาย ฝ่ายต่างๆ น่าจะมาร่วมกันขับเคลื่อนประชาธิปไตยที่ถูกต้องเป็นธรรม ถ้ามีเป้าหมายร่วมกันก็จะเกิดพลังแห่งสันติวิธีอันมหาศาล

๔. ร่วมกันปฏิรูปประเทศไทย

 เรามักมองการเมืองแบบแยกส่วน การปฏิรูปการเมืองที่ทำกันมาจึงไม่ได้ผล ในสังคมที่เชื่อมโยงซับซ้อนและมีหลายมิติ จนเป็นระบบซับซ้อน (Complex System) การทำให้เกิดสิ่งดีๆ นั้นยากมาก ต้องทำหลายอย่างเชื่อมโยงกันทั้งเรื่องจิตสำนึก โครงสร้าง ระบบ การจัดการ ที่รวมเรียกว่าปฏิรูปประเทศไทย อย่างน้อย ๑๐ ด้านอย่างเชื่อมโยงกัน ซึ่งไม่มีใครคนใดคนหนึ่ง องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง สามารถทำได้ นอกจากทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาร่วมมือกัน จึงจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ จุดลงตัวในระนาบใหม่ ได้

 ที่จริงประเทศไทยมีทรัพยากรประเภทต่างๆ อย่างมหาศาล และมีเรื่องดีๆ อยู่มาก มากพอที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ถ้าคนไทยเปลี่ยนมุมมอง และเปลี่ยนจินตนาการใหม่ รวมทั้งเปลี่ยนเกียร์จากเกียร์ต่อสู้มาเป็นเกียร์การทำงานสร้างสรรค์ร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากการต่อสู้อย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงเกิดจาการทำงานร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติได้ด้วย และได้อย่างดีด้วย

๕. สื่อสารสร้างสังคมใช้ความรู้และเหตุผล

 สังคมไทยเป็นสังคมอำนาจมาแต่โบราณ จึงใช้อำนาจมากใช้ความรู้และเหตุผลน้อย การใช้ความรู้และเหตุผลน้อยทำให้ตีบตัน ขัดแย้ง และรุนแรง มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเร่งด่วน ไปเป็นสังคมที่ใช้ความรู้และเหตุผล อะไรที่เร่งด่วนต้องใช้การสื่อสารอย่างทั่วถึง เครื่องมือสื่อสารมีมาก แต่ปัญญาในการสื่อสารมีน้อย เครื่องมือสื่อสารจึงถูกใช้ไปในทางผิดๆ ที่ทอนพลังสังคมและมีส่วนนำสังคมไปสู่วิกฤต

รัฐบาลควรจะเอาจริงเอาจังในยุทธศาสตร์การสื่อสารที่ดีในฐานะเป็นจุดคานงัดที่จะงัดสังคมออกจากวิกฤต ในยุทธศาสตร์นี้ต้องสร้างนักสื่อสารที่มีความรอบรู้มีวิจารณญาณว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง อะไรมีประโยชน์ อะไรมีโทษอย่างไร มีศิลปะในการสื่อสารที่ทำให้สาธารณะหันมาเห็นคุณค่าของการใช้ความรู้และเหตุผล
ผู้สื่อข่าวทั้งหมด หนุ่มเหน้า สาวสวย ดาราทั้งหลาย ควรจะได้รับการฝึกอบรมอย่างดีที่สุดให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์ สามารถสื่อสารอย่างมีเสน่ห์กินใจผู้คน ช่วยให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี หนุ่มเหน้าสาวสวยและดาราถูกใช้ไปในการกระตุ้นกิเลศตัณหาเนื้อหนังมังสาอย่างน่าสลดใจ ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคน และศักยภาพในการสร้างสรรค์ของเขาเหล่านี้ ถ้าได้รับการสนับสนุนที่ดี คนหนุ่มสาวเหล่านี้จะเป็น กัลยาณโฆษก ของสังคม ที่ทำให้สังคมไทยสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งดีงามได้

 เรื่องยุทธศาสตร์การสื่อสารที่ดีก็ดี เรื่ององค์กรการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ก็ดี ผมได้พูดมามาก แต่ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลจะตอบรับอย่างใดเลย ถ้าเรื่องใดดีแล้วรัฐบาลไม่ทำ สังคมก็ต้องนำการเมือง

 คนไทยและสังคมไทยถูกมายาคติครอบงำ ให้ดูถูกตัวเองจนหมดแรง ที่จริงคนไทยและสังคมไทยมีอะไรดีๆ เยอะแยะทีเดียว เราต้องสลัดมายาคติออกไปเป็นอิสระ มีสำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของเรา ใช้ศักยภาพในตัวเอง ป้องกันการตกเข้าไปสู่สภาพมิคสัญญีกลียุค ร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ไปสู่จุดลงตัวใหม่ ที่คนไทยมีศานติสุขถ้วนหน้า

ประเวศ  วะสี

 

หมายเหตุ - ติดตามข่าวจากเว็บไวต์คมชัดลึกผ่านเว็บไวต์ทวิตเตอร์ได้ที่ http://twitter.com/kom_chad_luek