
ประกันชีวิตขยับ9เดือนแรกโต6%
ธุรกิจประกันชีวิต 9 เดือนแรกปี 59 เติบโต 6% ด้วยเบี้ยรับรวม 4.14 แสนล้านบาท ยังหวังทั้งปีโต 9% แนะผู้มีเงินได้ถึงเวลาเริ่มวางแผนการเงิน
นางนุสรา(อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันชีวิต ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2559 หรือระยะ 9 เดือนแรกของปี (มกราคม-กันยายน) มีเบี้ยประกันชีวิตรับรวมทั้งสิ้น 414,387 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 6.01 แยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่จำนวน 119,272 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไปจำนวน 295,115 ล้านบาท ขณะที่อัตราความคงอยู่ อยู่ที่ร้อยละ 83
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามช่องทางการจำหน่าย พบว่าช่องทางตัวแทนประกันชีวิตขึ้นครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 48.51 ของเบี้ยประกันชีวิตรับรวม มีจำนวนรวม 201,040 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 4.26 รองมาคือการขายผ่านธนาคาร จำนวน 187,358 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 45.21 และเติบโตขึ้นร้อยละ 9.05 การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง จำนวน 11,121 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 2.68 เป็นการเติบโตลดลง ร้อยละ 4.92 และการขายผ่านช่องทางอื่นๆ จำนวน 14,868 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 3.59 เติบโตขึ้นร้อยละ 1.99
"ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คาดว่าเบี้ยประกันชีวิตจะยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่โตแบบก้าวกระโดด โดยคาดว่าทั้งปี อัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 9 คิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ประมาณ 585,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว"นางนุสรา กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี ควรเริ่มมีการวางแผนทางการเงินเพื่อหักลดหย่อนภาษี ซึ่งตามหลักเกณฑ์ของภาครัฐ การซื้อประกันชีวิตก็เป็นหนึ่งในช่องทางที่ทำให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิได้รับการหักลดหย่อนภาษี รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเองและครอบครัวได้ โดยกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดอายุสัญญาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำเบี้ยประกันภัยไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรได้สูงสุดถึง 100,000 บาท และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำบาญ สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาท แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในปีนั้น



