
ไม่ได้เข้ากราบพระบรมศพฯ เพียงอยู่รอบๆ พระบรมมหาราชวังก็ยังดี
ช่วงเช้ามีฝนตกปรอยๆ ต่อเนื่องจากดึกของวันที่ 7 พ.ย. แต่ประชาชนไม่ย้อท้อ ยังปักหลักกางร่มเข้าคิวรอกราบสักการะพระบรมศพฯ ขณะที่อีกส่วนตั้งใจซึมซับบรรยากาศ..
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพบอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในวันอังคาร 8 พ.ย.ช่วงเช้าวันนี้มีฝนตกปรอยๆ ต่อเนื่องจากช่วงดึกของวันที่ 7 พ.ย. แต่ประชาชนไม่ย้อท้อ ยังปักหลักกางร่ม สวมเสื้อกันฝน เข้าคิวรอกราบสักการะพระบรมศพฯ แต่เช้ามืดอย่างเนืองแน่น โดยสำนักพระราชวังได้เปิดให้กลุ่มแรกได้เข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตอนเวลา 05.00 น. โดยเวลา 09.09 น. หมู่บ้านช้างเพนียดหลวง ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้นำช้างมงคลงางาม 11 เชือก เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บริเวณหน้าประตูมณีนพรัตน์ พระบรมหาราชวังด้วย
แม้ยังไม่ได้เข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพฯ เพราะต้องการให้คนต่างจังหวัดได้เดินทางมาก่อน แต่นางเลี่ยม นวลกระโทก วัย 79 ปี พร้อมลูกสาว น.ส.จุฬาลักษณ์ นวลกระโทก วัย 38 ปี และเพื่อนร่วมงานของลูก น.ส.พิกุลทอง จันทะมาลา วัย 38 ปี ได้นัดหมายมาเจอกันที่พระบรมหาราชวัง เพื่อมาดูขบวนช้าง และกราบถวายสักการะพระบรมศพ บริเวณกำแพงพระบรมหาราชวังก่อน
น.ส.พิกุลทอง เผยความรู้สึกว่า ตอนเห็นช้างอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ น้ำตาก็ไหลคิดถึงพระองค์ท่าน คิดถึงวันที่เคยมารอรับเสด็จพระองค์แถวนี้ วันนั้นราว 10 ปีก่อนในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงออกสิงหบัญชร ตัวเองเฝ้าฯ รับเสด็จเป็นเวลานาน จนขบวนเคลื่อนผ่าน เสียง "ทรงพระเจริญ" จึงดังกึกก้อง บรรยากาศนี้ยังประทับใจอยู่เสมอ
“เราเหมือนจะเป็นคนรุ่นท้ายๆ ที่ได้เห็นพระองค์ทรงงานตามที่ต่างๆ ได้ซึมซับภาพการทรงงานมาตั้งแต่เด็ก พระองค์ทำได้ทุกอย่าง ศึกษาได้แตกฉานทุกเรื่อง ทรงเปลี่ยนที่ดินแห้งแล้งให้อุดมสมบูรณ์ด้วยพระวรกาย พระอัฉริยภาพ ไม่ใช่เวทมนต์ เราเห็นพระองค์ท่านสู้รบกับความยากจนเคียงคู่กับคนไทย ภาพที่ประทับใจที่สุดคือเห็นพระองค์ทรงงาน ทรงมีเก้าอี้ประทับคือพื้นดิน ที่เป็นแผ่นดินของคนไทย แผ่นดินของพระราชา ” พนักงานสาวชาวฉะเชิงเทรา กลั่นความรู้สึกจากหัวใจ
นางเลี่ยม นวลกระโทก และลูกสาว
ด้าน น.ส.จุฬาลักษณ์ เล่าว่าวันนี้ตั้งใจพาคุณแม่มาจาก จ.นครราชสีมา เพื่อมาชมขบวนช้างและซึมซับบรรยากาศรอบๆ พระบรมหาราชวัง ถึงตอนนี้ตัวเองและคุณแม่ก็ยังทำใจไม่ได้ เวลาที่คุณแม่เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9 จะร้องไห้ตลอด แต่ก็อยากจะมาอยู่ใกล้ๆ พระองค์ท่าน
“พรุ่งนี้แม่จะเดินทางกลับไปงานทำบุญใหญ่ให้พระองค์ท่านที่หมู่บ้านในโคราช แล้วจะกลับมาต่อแถวเข้าถวายสักการะใน วันที่ 17 พร้อมหน้าครอบครัวอีกครั้ง ส่วนตัวตอนเด็กๆ เห็นแม่รักในหลวง พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์มากๆ ตอนนั้นเราไม่รู้อย่างลึกซึ้งว่าทำไม จนมาทำงานที่กรุงเทพ มีโอกาสได้รับเสด็จพระองค์ท่านปี 51 ตอนที่รถพระที่นั่งเคลื่อนผ่าน เห็นพระพักตร์ชัดเจน ทรงหันมาโบกพระหัตถ์ ประชาชนรอบข้างก็ร้องไห้ด้วยความปลื้มปิติ เราก็ร้องไห้ดีใจไปด้วย สัมผัสได้ถึงความรักที่คนไทยมีให้พระองค์ และพระเมตตาที่พระองค์มีให้อย่างไม่มีข้อสงสัย จากนั้นก็ศึกษาติดตามโครงการต่างๆ ที่ทรงทำให้คนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องฝนหลวง ที่ทรงทำให้พื้นดินที่บ้านเกิดอุดมสมบูรณ์ในทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่ครอบครัวจะไม่ลืมเลือนพระมหากรุณาธิคุณ ” จุฬาลักษณ์ กล่าวพร้อมน้ำตา
นายภูธร เชี่ยววิริยกุล และลูกชาย
เมื่อรู้ข่าวการเสด็จสวรรคต นายภูธร เชี่ยววิริยกุล เล่าย้อนว่า รู้สึกเสียใจร้องไห้ออกมาโดยทันที และไม่ทันเอ่ยบอกใดๆ ลูกชายทั้งสอง ด.ช.นิธิกร และ ด.ช.อัครชัย ก็เข้าใจได้ว่าคนไทยได้สูญเสียในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปแล้ว หลังจากตั้งสติได้ก็ตั้งใจพาลูกๆ มาซึมซับเหตุการณ์ต่างๆ รอบพระบรมหาราชวัง พร้อมพามากราบถวายสักการะพระบรมศพ เมื่อหลายวันก่อน และนำกล้องถ่ายรูปมาให้ลูกๆ ถ่ายรูปขบวนช้างในวันนี้ด้วย
“ทั้งการถวายสักการะพระบรมศพ และมาดูขบวนช้าง ผมว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเรา และของลูกที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9 เราอยากให้เขาจำเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อหลวงได้เมื่อโตขึ้น วันนี้เลยลาหยุดครึ่งวัน พาลูกมาดูช้างก่อนตอนเช้า ให้เรียนรู้ประเพณี วัฒนธรรมไทย พิธีโบราณต่างๆ เป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตเขา ทุกวันอาทิตย์จะขับรถพาลูกไปทำสวน จ.กาญจนบุรี เป็นสวนผสม ปลูกพืชผลหลายๆ อย่าง ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระองค์ท่าน สอนให้เขารู้จักหาเงิน ใช้เงินอย่างพอเพียง ตอนนี้เด็กเรียนอยู่แค่ประถม บางวันเขาอาจบ่นเหนื่อย มีไม่เข้าใจบ้าง งอแงอยากเดินเล่นห้างบ้าง แต่เชื่อว่าการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เข้าซึมซับความพอเพียง นำแนวทาวที่ดีไปปรับใช้กับในอนาคตได้” คุณพ่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ชาวเขาเผ่าลั๊ว
ขณะที่นายเสาร์ ตาหมั่น ชาวเขาเผ่าลั๊ว อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เดินทางพร้อมกับญาติและชาวเขาในเผ่าทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ กว่า 20 คน ออกเดินทางตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนถึงบริเวณท้องสนามหลวงตอนเช้าตรู่ โดยนายเสาร์ กล่าวว่า ทุกคนตั้งใจที่จะเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวเขาเผ่าลั๊วะเป็นอย่างยิ่ง ตัวเองรู้สึกทราบซึ้งใจที่พระองค์ท่านได้ให้ความช่วยเหลือและทำให้ชาวเขาเผ่าลั๊วะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปัจจุบันทำการเกษตร ปลูกผัก ปลูกข้าว มีเจ้าหน้าที่จากโครงการหลวงมารับซื้อผลผลิต
"ชาวเขาเผ่าสั๊วะได้รับความช่วยเหลือจากในหลวง ทำให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบช่วง 20-30 ปีก่อน ผมจะน้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงมามาปฏิบัติและสอนต่อให้กับเด็ก ๆ ในเผ่า ซึ่งทุกคนมีความเคารพรักในหลวงอย่างมาก" นายเสาร์ กล่าว



